25 February 2009

Entrepreneur's Confession

จากประสบการณ์ยาว 2 เดือน พบว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นยากมาก ยากกว่าเป็นพนักงานกินเงินเดือนหลายเท่า ต้องแบกรับความคาดหวังจากทั้ง: หุ้นส่วน ลูกน้อง ลูกพี่ (นักลงทุน) ลูกค้า ตัวเลขทางการเงิน

แต่ก็ได้เทคนิคมาหลายข้อ จดไว้เผื่อมีคนสนใจดำเนินรอยตาม
  • งานเอกสาร (ภาษี บัญชี เงินเดือน) เป็นเรื่องยุ่งยาก มาก มากมาก ซับซ้อน (ขนาดว่ามีบริษัทรับจ้างทำเอกสารอยู่เต็มไปหมด) สุดท้ายแล้วทางเลือกมีแค่ 2 แบบ คือ จ้างคนมาทำงานเอกสารโดยเฉพาะ กับ นำระบบไอทีเข้ามาช่วยลดโหลด (ทำผสมกันได้)
  • output ของงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่เกี่ยวกับใครมีประสบการณ์เยอะน้อย พูดเท่ไม่เท่ น่าเชื่อถือหรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างวัดกันที่ output
  • ต่อเนื่องจาก output สิ่งสำคัญที่สุดของที่สุดคือ cash flow ทำยังไงก็ได้ให้มีรายได้การันตีเข้ามาตลอด อันนี้ขึ้นกับฝีมือในการขาย (งาน sale) และวิธีการเขียนสัญญา หรือออกแบบงานให้มีลักษณะเป็น recurring income (เช่น มีค่า maintenance fee)
  • ธุรกิจในเมืองไทย connection (หมายถึงในทางสะอาด) สำคัญกว่าฝีมือ และ connection management เป็นศาสตร์ที่ซับซ้อน น่าจะถึงขนาดต้องมีโปรแกรมคอยช่วยจัดการได้เลย
  • virtual office เป็นจริงได้ ถ้าคนในทีมนั้น internet-enabled อย่างเต็มที่ ซึ่งในความจริงมันไม่เป็นแบบนั้น ต้องมี hanging out space สำหรับพบหน้า เพื่ออัพเดตผลงาน และ brainstorming และควรเซ็ตให้เป็นวัฒนธรรม
  • สุดท้ายแล้วพนักงาน 1 คน ควรจะต้องโฟกัสเฉพาะ task ไม่กี่ชนิด ต้องแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน ถ้ามากกว่านั้นมันจะ distract และสุดท้ายจะไม่ได้อะไร total football เหมาะสำหรับองค์กรที่อยู่ตัวพอสมควรแล้ว ส่วน startup ต้องการกองหน้าที่ยิงประตูได้อย่างเดียวก็พอ วิ่งไม่เป็นก็ยังได้

18 February 2009

Knowledge Management for Practitioner

กำลังอ่านหนังสือ "การจัดการความรู้ ฉบับนักปฏิบัติ" โดย ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอัน

หน้า 4
การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมที่คนจำนวนหนึ่งทำร่วมกัน ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำโดยคนคนเดียว

เนื่องจากชื่อว่า "การจัดการความรู้" จึงมีคนเข้าใจผิด เริ่มดำเนินการโดยรี่เข้าไปที่ความรู้ คือเริ่มที่ความรู้ นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยมาก การจัดการความรู้ที่ถูกต้องจะต้องเริ่มที่งาน หรือเป้าหมายของงาน
หน้า 6
อะไรไม่ใช่การจัดการความรู้

การจัดการความรู้ไม่ใช่สิ่งต่อไปนี้
  1. ไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง
  2. ไม่ใช่สูตรสำเร็จเพื่อการบรรลุผลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
  3. ไม่ใช่วิธีการที่เป็นสูตรสำเร็จตายตัว
  4. ไม่ใช่การนำความรู้มาจัดระบบ หรือเรียกว่านำมาทำ packaging เพื่อให้เหมาะต่อผู้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
  5. ไม่ใช่การดำเนินการ "ถอดความรู้" จากกิจกรรมการพัฒนาชุมชน หรือพัฒนาชนบท
  6. ไม่ใช่กิจกรรมรวบรวมความรู้ แล้วนำไปใส่ในคอมพิวเตอร์ หรือใส่ในเว็บไซต์ เพื่อบริการผู้อื่น
ผมก็มีไอเดียต่อเรื่อง KM ของตัวเอง แต่จากการไปสัมภาษณ์ ดร. วิจารณ์ พบว่าท่านเปิดกว้างมาก และยินดีสนทนาแลกเปลี่ยนกับมุมมอง KM แนวทางอื่นๆ นี่ก็เป็นหลักการสำคัญอันหนึ่งของการทำ KM ด้วย

16 February 2009

Startup Lifecycle

โดย สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล จาก BrandAge เล่ม กพ. 2006 (ปกปาท่องโก๋)

50% ของธุรกิจใหม่ขนาดเล็กและกลาง จะล้มเหลวภายใน 6 ปีแรก

ควาามผิดพลาดและล้มเหลว 5 ประการ
  1. คาดการณ์ความต้องการของลูกค้าผิด เช่น demand, สินค้าแพงไป ซับซ้อนเกินไป
  2. ความล้มเหลวจากเทคโนโลยี เช่น สินค้าทำงานได้ไม่ตามที่ลูกค้าคาดหวัง หรือแข่งขันไม่ได้ ตัวอย่าง Iridium, PCT
  3. ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิต/ดำเนินการต่ำไป ทำให้ต้นทุนแพงขึ้น
  4. การเสียเปรียบในการแข่งขัน เกิดจากกลยุทธ์ด้านการตลาด
  5. ข้อบังคับกฎหมายเปลี่ยนไป ทำให้สินค้าเดิมไม่สามารถวางขายได้
วัฎจักรธุรกิจ 3 ช่วง
  1. ช่วงลองผิดลองถูก (experimental stage) ต้องการผู้บริหารแบบเจ้าของกิจการ (เถ้าแก่ entreprenuer) ต้องกล้าเสี่ยงและมี core competency ในธุรกิจ
  2. ช่วงขยายกิจการ (growth stage) ต้องการผู้บริหารมือมีความสามารถ ที่รู้ว่าจะรุกเมื่อไร จะถอยเมื่อไร กลุ่มลูกค้าจะกว้างขึ้น มีความต้องการการบริหารทางการเงินเพิ่มเข้ามา
  3. ช่วงจัดการบริหารธุรกิจให้เป็นมาตรฐาน (consolidation stage) ต้องการผู้บริหารมืออาชีพ ที่วางแผนในระยะยาว ธุรกิจจะไม่ใช่ธุรกิจเดียวโดดๆ แต่มักเป็นกลุ่มธุรกิจ
ปัจจัยที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ
  1. ผลิตสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง founder ต้องมี core competency
  2. มีผู้บริหารที่รับผิดชอบต่อการดำเนินการ ถ้าไม่มีผู้รับผิดชอบตรงมักล้มเหลว
  3. ผู้บริหารและเจ้าของต้องเปิดกว้าง กล้าลองรับสิ่งใหม่
  4. มีแผนธุรกิจ และการศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุน (feasibility study)

10 February 2009

Business Essential

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำงาน คือผลลัพธ์

ดังนั้นหลักการทำงานที่ดี เราจะต้องออกแบบ "วิธี" การทำงานให้นายจ้าง-หัวหน้าของเรา เห็นผลลัพธ์ออกมาเป็นระยะๆ (progression) ไม่ใช่ไปซุ่มทำๆ แล้วค่อยปล่อยมาสุดท้ายตูมเดียว เพราะนายจ้างจะมองว่าเป็น risk และ out-of-control

สิ่งที่สำคัญที่สุดของธุรกิจ คือ ได้เงิน

ดังนั้นหลักการทำธุรกิจที่ดี คือต้องเก็บเงินให้ได้ การเก็บเงินเป็นเรื่องล้ำลึก เพราะมันจะมีส่วนที่คาบเกี่ยวกับมโนธรรมในจิตใจและภาพลักษณ์ภายนอก ("เราหน้าเลือดไปหรือเปล่า" "ไอ้พวกเห็นแก่เงิน") ดังนั้นจึงต้องมีกรรมวิธีหลายอย่างที่ช่วยให้การเก็บเงินนั้นเป็นไปด้วยความยินยอมพร้อมใจ จ่ายเงินกันอย่างมีความสุข เช่น กระบวนการจัดจ้าง (เรารับเงินจากฝ่ายจัดซื้อ ไม่ใช่คนที่ดีลงานด้วย), การตกลงขอบเขตในสัญญา (เพื่อป้องกันการยอมทำฟรีแล้วจะเคืองกัน), การคิดค่า maintenance แทนที่จะเป็นเงินก้อนใหญ่เดียว ฯลฯ

ดังนั้น คำถามที่สำคัญมากของการทำธุรกิจก็คือ ทำอย่างไรจึงจะเก็บเงินได้อย่างแฮปปี้?

ยังไม่ค่อยเก่งทั้งสองเรื่องเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการเก็บเงิน แต่จดไว้ก่อน