07 November 2008

CSR Asia 2008

มีสปอนเซอร์ส่งไปงานสัมมนา CSR Asia 2008 ที่ AIT ก็เลยใช้สิทธิ์ให้คุ้มเสียหน่อย ค่าเข้าแพง

CSR ย่อมาจากคำว่า Corporate Social Responsibility หรือความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม ซึ่งเป็นเทร็นด์ใหม่ที่กำลังมาแรงขององค์กรยุคนี้ ปัญหาคือคำว่า CSR มันกว้างมากจนหาขอบเขตลำบาก อะไรๆ ก็เป็นงานเพื่อสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นแจกผ้าห่มแบบเบียร์ช้าง หรือแจกถุงผ้าแบบที่กำลังฮิต ไปจนถึงเรื่องทำนองสิทธิแรงงาน ความปลอดภัย ประกันสุขภาพพนักงาน เป็นต้น แนวคิดของมันจะไปชนกับคำว่า Good Governance อยู่บางส่วนด้วย

งานนี้จัดโดยบริษัท CSR Asia มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮ่องกง (แต่เป็นบริษัทฝรั่งหัวทอง) งานนี้ก็เป็นความพยายามอันหนึ่งในการปั้นตัวเองเป็นบริษัทที่ปรึกษา CSR อันดับต้นๆ ของโลก คนพูดและคนฟังส่วนมากเป็นต่างชาติ ดูด้วยสายตาแล้วคนไทยประมาณ 20%

หัวข้อ

เท่าที่ผมประเมินจาก agenda สามารถแบ่งหมวดหัวข้อที่พูดได้คร่าวๆ ดังนี้
  • สิ่งแวดล้อม 7 หัวข้อ
  • สิทธิแรงงาน สิทธิสตรี ความยากจน ทรัพยากรมนุษย์ NGO รวมกันได้ 8 หัวข้อ
  • การลงทุน (แบบนักลงทุน คือ investment) ด้าน CSR 3 หัวข้อ
  • การจัดองค์กร งานเอกสาร กฎหมาย กฎระเบียบ กลยุทธ์ รวมกัน 8 หัวข้อ
สรุปว่าสิ่งแวดล้อมมาแรงสุดรับกระแสโลกร้อนที่ทุกบริษัทนำมาหากินสร้างภาพ จนมีผู้ฟังคนนึงตั้งคำถามว่า เฮ้ มันมากเกินไปรึเปล่า เฟคไปหรือเปล่า เราควรกลับไปมองย้อนดูที่รากเหง้าของ CSR อย่างพวกสิทธิ์พนักงาน การไม่คอร์รัปชัน ฯลฯ จะดีกว่าหรือเปล่า?

เปรียบเทียบไทย-เทศ

ผมไม่เชี่ยวชาญด้าน CSR มากนัก แต่มางานนี้ก็ได้เห็นกรณีตัวอย่างของต่างประเทศที่น่าสนใจหลายอัน เช่น
  • โค้ก เอาเรื่องทรัพยากรน้ำเป็นจุดขาย ส่วนตัวอย่างอื่นๆ เช่น การออกแบบตู้โค้กให้กินไฟน้อยลง
  • HP ทำเรื่อง supply chain ของการผลิตฮาร์ดแวร์ตัวเอง ให้ใช้พลังงานน้อยลง มีขยะน้อยลง รวมถึงขยะพิษน้อยลง
  • DHL มีน่าสนใจหลายอย่าง
    • มีทีมพนักงานอาสาชื่อ Disaster Response Team อย่างตอนไซโคลนเข้าพม่า ก็ยกเครื่องบินคาร์โกไปให้ใช้ฟรี รวมถึงเอาเทคโนโลยีของการจัดการโกดังสินค้า (warehouse) ไปช่วยดูแลของบริจาคด้วย
    • แพกเกจสินค้าแบบใช้ซ้ำได้ แล้วคิดค่าบริการถูกลง
    • อันที่เจ๋งคือ คิดค่าส่งแพงขึ้น 3% แล้ว DHL จะเอาเงินส่วนนี้ไปลงทุนในพลังงานสุริยะ ซึ่งคาร์บอนเครดิตที่ได้มาจากการนี้ จะคืนกลับให้ลูกค้าที่จ่าย 3% นั้นเอาไปหักลดภาษีคาร์บอนต่อ ชื่อโครงการว่า GoGreen
ส่วนบริษัทไทยที่มาออกงานยังดูก๊องแก๊ง ไม่ใช้สมองเท่าไรนัก เช่น โครงการปลูกป่าของบางจาก โครงการสร้างโรงเรียนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เซ็นทรัลใช้ถุงผ้า ใช้ถุงพลาสติกย่อยสลายได้ คือดูแล้วมันยังเป็นโครงการทำดีสร้างภาพอยู่มาก

Sustainability

คำยอดฮิตของงานนี้ ไม่ว่าบริษัทไหนๆ จะต้องเรียกแผนหรือเป้าหมายของตัวเองว่า "sustainable” หรือ "sustainability” ทั้งนั้น แต่มันมีความหมายว่าอะไรกันแน่?

มีคนพูดคนนึงจากมาเลเซียพยายามจะนิยามคำนี้ ซึ่งเขาบอกว่า sustainability คือ (economics + environment + social) โดยอยู่ในกรอบใหญ่ของกฎหมายอีกชั้นหนึ่ง ไม่รู้ว่าดีแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็พยายามสร้างนิยาม ไม่พูดลอยๆ เหมือนคนอื่น

Corporate Responsibility Reporting

เป็นคำใหม่ที่กำลังมาแรงในวงการ CSR มันคือการออกรายงานด้าน CSR ขององค์กรแยกเป็นอีกเล่ม ลักษณะเหมือนกับที่เราต้องรายงานผลประกอบการใน annual report แต่เปลี่ยนมาใช้ตัวชี้วัดที่เป็นด้าน CSR แทน เริ่มมีบริษัทใหญ่ๆ ในเมืองนอกทำกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะในยุโรป

ปัญหาของ CRR ที่ยังไม่ค่อยลงตัวนัก คือการเลือกว่าจะใช้ตัวชี้วัดอะไรบ้าง ยังไม่มีมาตรฐานชัดเจน ตรงนี้ผมมองว่าในอนาคตคงค่อยๆ เริ่มมีชุดของตัวชี้วัดที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างออกมาเอง

ข้อดีของ CRR นอกจากได้รายงานไว้เอาหน้าแล้ว มันยังเป็นการบังคับโดยอ้อม ให้พนักงานในองค์กรมาคิดว่าจะทำ CSR ด้านอะไรบ้าง (เพราะต้องเขียนรายงานส่ง) ซึ่งเป็นข้อดีที่ยั่งยืนกว่าได้หน้า

องค์กรที่เป็นผู้นำด้านนี้คือ Global Report Initiative (GRI) ซึ่งผมเดินผ่านได้ยินคุณสฤณีพูดแว๊บๆ ว่าได้รับการยอมรับสูงในวงการทีเดียว GRI นั้นมี guideline ด้านนี้เผยแพร่อยู่

CSR Index

ตามธรรมเนียมของแนวคิดใหม่ๆ ก็จะมีระยะลองผิดลองถูกสักพัก แล้วจะมีมาตรการจัดอันดับ จัดมาตรฐาน เปรียบเทียบ เพื่อให้เกิดการแข่งขัน ตอนนี้ CSR ก็เข้าระยะนี้แล้ว เริ่มมีออกมาหลายเจ้า

ของ CSR Asia นั้นออกดัชนีชื่อ CSR Barometer วัดเฉพาะบริษัทในเอเชีย 4 ประเทศคือ ฮ่องกง มาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ คัดเอาเฉพาะบริษัทอันดับต้นๆ ของตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ผลปรากฎว่าระดับประเทศ ฮ่องกงชนะทิ้งขาด มาเลย์ตามมาห่างๆ ไทยตามมาเลย์มาติดๆ

ส่วนระดับบริษัท 6 อันดับแรก ฮ่องกงกวาดหมด บริษัทไทยอันดับสูงสุดคือปูนซีเมนต์ไทย อยู่ที่ 8 มั้ง เห็นเค้าบอกว่ารายงานฉบับเต็มมีให้โหลดในเว็บของ CSR Asia

แต่ CSR Asia ก็ยอมรับว่า Barometer ยังไม่สมบูรณ์นัก เพราะจำนวนประเทศกับมิติที่เอามาประเมินยังน้อย สำหรับดัชนีคู่แข่งอื่นๆ ที่ผมอ่านทันมี Down Jones Sustainability Index

Carbon Footprint

เนื่องจากว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมกำลังมาแรง เรื่องที่ขาดไม่ได้ย่อมเป็น carbon footprint กับ carbon credit ซึ่งหัวข้อนี้ผมตั้งใจไปฟังเป็นพิเศษ (แม้ว่ามันจะเริ่มพูดตอน 9 โมงเช้าที่ AIT ก็ตาม)

คนพูดมาจากบริษัทที่ปรึกษาด้านนี้หลายแห่ง จดชื่อไว้เผื่อใช้ก็มี RESET, ClimateCare, Carbon Neutral, Carbon Care Asia

เทร็นด์ที่กำลังมาแรงคือบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมาก เริ่มตั้งเป้าตัวเลขการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (รวมถึงก๊าซอื่นๆ เช่นเรือนกระจก - GHG) ที่ต้องการจะลดให้สำเร็จ เรียกว่า Emission Reduction Target เช่น DHL บอกว่าจะลดของบริษัทตัวเองให้ได้ 10% ในปี 2012 และลดของทั้งตัวเองและพาร์ทเนอร์ให้ได้ 30% ในปี 2020 หรือของ Carbon Neutral บอกว่าจะลดของลูกค้าทั้งหมดให้ได้ 80% ในปี 2050

ตัวเลขหลายอันดูเวอร์ๆ เลยต้องมีระบบตรวจสอบเรียกว่า Carbon Audit Process (อารมณ์เดียวกับการสอบบัญชี) ขั้นตอนก็ไม่มีอะไรมาก รวบรวมข้อมูลต่างๆ แล้วเอามาวิเคราะห์หาตัวเลขการปล่อยคาร์บอน ซึ่งจะมีสูตรคำนวณที่เป็นมาตรฐานอยู่บ้าง (ซึ่งต้องจ้างบริษัทที่ปรึกษาเหล่านี้ไปคำนวณให้เราอยู่ดี) หลักคร่าวๆ คือจะวัดปริมาณทุกอย่าง เช่น ไฟฟ้าที่ใช้ หรือ ก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา แล้วเอาไปแปลงเป็นปริมาณ CO2 ให้หมดเพื่อหาตัวเลขสุดท้าย

มีคนพูดคนนึงเสนอว่า เราไม่ควรเน้นเรื่อง carbon footprint ในการประชาสัมพันธ์-สร้างแบรนด์มากนัก ควรมองว่านี่เป็นโอกาสลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของบริษัทมากกว่า (เช่น การเปิดหน้าจอทิ้งไว้ตอนพักเที่ยง จะกินไฟ ส่งผลให้กำไรน้อยลง) เพื่อเป็นแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ หันมาสนใจเรื่องนี้

แนวโน้มของวงการคาร์บอนในปีนี้-ปีหน้า
  • บริษัทขนาดใหญ่จะยังรายงานปริมาณคาร์บอนของตัวเองต่อไป เพราะลงทุนกับวิธีการหาตัวเลขไปเยอะแล้ว (บริษัทไทยที่ทำคือ ปตท.)
  • บริษัทเล็กๆ ที่อยู่ใน supply chain จะสนใจเรื่องนี้หรือไม่ ขึ้นกับบริษัทใหญ่ที่เป็นแกนของ supply chain (ตัวอย่างเช่น Wal-mart ซึ่งปัจจุบันทำเรื่องนี้แล้ว)
  • ภาวะเศรษฐกิจถดถอย จะส่งผลให้มูลค่าของตลาดคาร์บอนลดลง เพราะคนจะประหยัดงบเรื่องพวกนี้เป็นอันดับแรกๆ
คีย์เวิร์ดอื่นๆ ที่น่าสนใจ
  • Water Neutrality
  • Greenwash
  • Carbon Offset

No comments: