14 June 2008

Speed is King

ว่าจะเขียนหลายวัน โดนลิ่วตัดหน้าไปก่อน ไม่เป็นไรเรื่องซ้ำกันแต่มองคนละประเด็น

ลิ่วเขียนถึงความสำเร็จของแอปเปิล ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น นวัตกรรม แบรนด์ จังหวะ ความคาดหวัง ราคา ฯลฯ ผมจะโฟกัสไปที่เรื่องความเร็ว (หรือจริงๆ ก็คือจังหวะ) เป็นหลัก ซึ่งเป็นตัวช่วยดึงปัจจัยอื่นๆ ตามมา

ต้นเรื่องคือบทความของ Walt Mossberg ใน Wall Street Journal เรื่อง Samsung’s Instinct Doesn’t Ring True as an iPhone Clone ซึ่งพูดถึงชะตากรรม (ดับอนาถ) ของ Samsung Instinct มือถือจำพวก iPhone Killer หลังจากการประกาศ iPhone 3G

มาดูกลยุทธ์ของ Instinct กันก่อน
  • เรื่องแบรนด์ ซัมซุงสู้แอปเปิลไม่ได้แน่ๆ
  • เรื่องฮาร์ดแวร์พอๆ กัน อาจแพ้ตรงไม่มีมัลติทัช (ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร อาจเป็นสิทธิบัตร) ก็ไม่ถือว่ามากมาย
  • เรื่องซอฟต์แวร์ แอปเปิลลงทุนยอมดีเลย์ Leopard เพื่อขนทีมไปทำ iPhone อันนี้ก็ต้องยอมรับว่าสู้ลำบาก
  • ซัมซุงสู้แอปเปิลได้เรื่องเดียวคือราคา ซึ่งขณะที่เขียนยังไม่บอกว่าเท่าไร แต่ข่าวช่วงต้นๆ บอกแค่ว่าต่ำกว่า $300 ซึ่งเทียบกับราคา iPhone $399 ก็ถือว่าไม่เลว
Instinct มีกำหนดวางขายวันที่ 20 มิถุนายนนี้ ดูจากฟีเจอร์และเคมเปญแล้ว น่าจะไปได้ดีพอควร

แต่ Keynote ของสตีฟ จ็อบส์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา กลับเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ด้วย iPhone 3G ราคา $199 ซัมซุงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากยอมขาย Instinct $199 เท่ากัน (ตามคำอ้างของ Mossberg) ซึ่งไม่ได้แปลว่าคนจะซื้อ Instinct เสียด้วย (เราไม่รู้ว่าต้นทุนของ Instinct นั้นเท่าไร จึงไม่สามารถวิเคราะห์ว่าขายขาดทุนหรือไม่)

เท่านั้นยังไม่พอ Instinct ขาย 20 มิ.ย. ส่วน iPhone 3G ขาย 11 ก.ค. แปลว่า Instinct มีเวลาขายตุนไว้เพียง 3 อาทิตย์เท่านั้น ลองคิดว่าเป็นผู้บริโภคทั่วไป รออีก 3 อาทิตย์ จ่ายเท่ากัน ได้ iPhone 3G รอไหมครับ น่าจะรอกันทั้งนั้น

ซัมซุงและ Sprint ลงทุนลงแรงพัฒนา จัดแคมเปญ ให้กับ Instinct ไปมากมาย ทุกอย่างพังทลายลงในพริบตาเมื่ออีตาจ็อบส์เคาะราคา $199

ในสถานการณ์แบบนี้ คำพูดสำคัญคือ "ถ้า..."

ถ้า Instinct วางขายเมื่อเดือนมกราคม (6 เดือนก่อน iPhone 3G) Instinct คงกลายเป็น iPhone Killer ได้ดังฝัน ถึงจะโดน iPhone 3G มา kill อีกทีก็ไม่เป็นไรนัก เพราะโกยในช่วง 6 เดือนนี้พอสมควรแล้ว

พูดถึงเดือนมกราคม ต้องพูดถึงตัวอย่างที่สอง

วันที่ 14 มกราคม 2008 สตีฟจ็อบส์ขึ้นเวทีงาน MacWorld Expo เปิดตัว MacBook Air โน้ตบุ๊คบางเฉียบที่กลายเป็น cult item และทุกคนทั่วบ้านทั่วเมืองรู้จัก (ผมก็หลงไปซื้อมาตัว)

จากนั้นไม่นาน พอคนเริ่มหายตื่นเต้น เว็บ gadget บางแห่งก็เริ่มลงข่าว Thinkpad X300 โน้ตบุ๊คสุดบางเฉียบ แถมมีช่องต่อพ่วงมากกว่า Air มาก ในขนาดที่เท่ากัน (เรื่องราคาเราไม่นำมาพิจารณาในบล็อกอันนี้)

ข้อมูลของ X300 ที่เก่าที่สุดที่ผมหาได้ คือข่าวบน Engadget ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ (ซึ่งเป็นข่าว leaked) ภาพแรกน่าจะเป็น Walt Mossberg เจ้าเก่า (ด้วยเส้นสายของพี่แก) ข่าวลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2008

8 กุมภา - 14 มกราคม = 25 วัน... ไม่นานเลย

แต่ระยะ 25 วันนี้ไม่มีความหมาย สปอตไลท์ส่องไปที่ MacBook Air หมดแล้ว ในฐานะโน้ตบุ๊คที่บางที่สุดในโลก หรืออะไรก็ตามที่แอปเปิลเอามาโฆษณาชวนเชื่อ

ถ้า... ถ้าอีกแล้ว ถ้าข่าว leak ของ X300 ออกมาก่อนวันที่ 14 มกราคมล่ะ เอาเป็นวันที่ 13 ก็ยังได้ (แต่ในความเป็นจริงก็ก่อนสักหน่อยนะ) สถานการณ์จะเป็นอย่างไร? แอปเปิลจะไม่สามารถเคลมว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่บางที่สุดในโลกได้ และพลังทางการประชาสัมพันธ์ของ MacBook Air จะหายไปเกินครึ่ง
ฉัน: เธอๆ เนี่ย MacBook Air บ๊างบาง ทำได้ไง อยากได้จังเลย
เธอ: อุ๊ย เธอนี่บ้านนอกเนอะ X300 สิ บางเท่ากัน มีไดร์วให้ด้วยย่ะ
ฉัน: เหรอ งั้นแอปเปิลก็โกฮกสิ
เธอ: แม่นแล่ว
ฉัน: งั้นรอ X300 ออกก่อนดีกว่า แล้วค่อยตัดสินใจซื้อ
ทั้งสองกรณีนี้ มีช่วงห่างของเวลาแค่ 25 วันกับสามอาทิตย์ ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่แอปเปิลชิงช่วงเวลา (และความได้เปรียบในการแข่งขัน) มาจากคู่แข่งได้ ก็ด้วยวิสัยทัศน์ที่แม่นยำกว่า (คู่แข่งไม่มี) การวางแผนระยะยาวที่ใช้จุดเด่นของตัวเองเกื้อหนุนกัน (คู่แข่งมีบ้าง) และการทำงานหนักของทีมงาน (คู่แข่งมีเหมือนกัน)

แน่นอนว่าในความเป็นจริงแล้ว มันยังมีแฟกเตอร์อื่นๆ เช่น แบรนด์และราคา มาประกอบด้วย แต่บล็อกอันนี้อยากจดบทเรียนทางธุรกิจไว้แค่ว่า เวลาเป็นเงินเป็นทอง