03 May 2008

[Practical] Information Management

อ่านหนังสือพวก Information Management อยู่ รู้สึกว่าทั้งทฤษฎีและโซลูชันสำหรับ IM (และ KM ถ้าเราถือว่า KM เป็นซับเซ็ตของ IM) มันเยอะและซับซ้อนจนไม่น่าสนใจ

ทุกวันนี้ในองค์กรขนาดใหญ่ เราพูดถึง data warehouse, data mining, business intelligence, CRM, ERP ฯลฯ ซึ่งถ้าจะอิมพลีเมนต์ทั้งระบบจะต้องลงทุนและลงแรงเยอะมาก จนสุดท้ายแล้วความซับซ้อนของระบบ Information System เหล่านี้ มันจะทำให้ ROI นั้นไม่คุ้มกับผลที่ได้รับมา ทั้งในแง่ความล่าช้าในการพัฒนาระบบใหม่ๆ, conflict กับระบบเก่าๆ และที่สำคัญคือ ระบบพวกนี้มันซับซ้อนจนคนในองค์กรไม่อยากใช้งาน

ผมกำลังรู้สึกว่า บรรดา catchphrase เหล่านี้ มันเป็นโฆษณาหลอกกินตังของพวก Oracle, SAP อะไรพวกนั้นหรือเปล่า?

เป็นไปได้ไหมว่า เราจะสร้างระบบ IS แบบง่ายๆ โง่ๆ แต่ให้คนในองค์กรเข้าถึงได้สะดวก แล้วชดเชยการประมวลผลของข้อมูลที่ซับซ้อน ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เลือกแล้วว่า practical มากๆ แทน

เช่น แทนที่เราจะสร้างระบบ KM ที่ซับซ้อน มีการจัดสรรหมวดหมู่ของความรู้อย่างเป็นระเบียบ เราสนับสนุนให้พนักงานเขียนบล็อกอะไรก็ได้ แยกประเภทด้วย tag (ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ก็อาจจะใช้ระบบ automatic content classification ทำแทนก็ยังได้) แล้วใช้ระบบค้นหาเลิศๆ แบบ Google ที่นึกปุ๊บก็ออกมาเห็นภาพปั๊บตามต้องการ เป็นต้น

ประเด็นที่ต้องคิดต่อ
  • แนวคิดนี้สามารถใช้ได้กับระบบไอทีทุกแบบ (in general) หรือไม่? เพราะระบบแต่ละตัวก็แตกต่างกันไป อย่างกรณีของ KM นั้นไม่มีกฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบตายตัว อาจเป็นไปได้ แต่ถ้าไปเจอระบบการเงิน-บัญชี ที่ถูกบังคับด้วย regulation ของภาครัฐ (คือไม่ว่าจะ implement อย่างไรก็ต้องได้ตามมาตรฐานนี้) เราจะสามารถ simplify ระบบได้แค่ไหนกัน? หรือว่าสุดท้ายแล้วจะออกมาซับซ้อนพอๆ กันอยู่ดี
  • เราจะเลือกเทคโนโลยีที่ practical ได้อย่างไร อะไรคือนิยามของ practical? อันนี้เคยอ่านหนังสือของคุณ fringer คุ้นๆ ว่าเคยพูดถึงเทคโนโลยีที่ยั่งยืน ราคาถูกหาซื้อได้ง่าย และให้ผลได้ดี เผอิญไม่มีหนังสืออยู่กับตัวเลยคิดต่อไม่ออก
  • เราจะวัดผลลัพธ์ของระบบใหม่-เก่า อย่างไร? วัดเป็น price/performance? แต่การวัดผลระบบไอทีก็ทำได้ยากอยู่แล้ว มีวิธีอะไรง่ายๆ แต่ชัดเจนรึเปล่า? หรือว่าถ้าผลมันต่างกันมากจนรู้สึกได้ ก็ไม่ต้องวัดเลย?
  • สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือการศึกษาด้าน psychology ของคน (ว่าสามารถใช้งานระบบซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน) ซึ่งการออกแบบระบบไอทีมักจะมองข้ามไป

No comments: