06 May 2008

No Ordinary Boot Camp

อ่านบทความเรื่อง No Ordinary Boot Camp (PDF) เกี่ยวกับค่ายรับน้องเข้าบริษัท Trilogy แล้วสนุกมาก

บริษัทขนาดใหญ่ๆ ที่รับคนปีละเยอะๆ มักจะจัดแคมป์เด็กใหม่ (ต่างจาก บ. ขนาดเล็กที่เป็นการอบรมง่ายๆ ในบริษัท แนะนำห้องน้ำ-ที่กินข้าว) เพื่อหลอมรวมคนจากที่ต่างๆ ให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร และสนิทสนมกันเร็วขึ้นกว่าปกติ แต่ของ Trilogy นั้นต่างออกไป เพราะว่าค่าย Trilogy University ถือเป็นจุดสำคัญขององค์กร

เด็กใหม่ที่เข้า Trilogy จะต้องเข้าค่ายนาน 3 เดือน เดือนแรกทำงานนิดหน่อยพอละลายพฤติกรรม เดือนที่สอง ทำงานจริง pitch งานจริง และคนวิจารณ์+เลือกงานก็คือ CEO และผู้บริหารระดับสูงที่ลงมาดูเอง (ยังกะ The Apprentice) ส่วนเดือนสุดท้ายเป็นการค้นหาว่าจะไปดูตำแหน่งไหนในบริษัท ถ้าใครหาสังกัดไม่ได้ ก็อดได้งานทำ (โหดมาก)

ผลดีต่อเด็ก
  • สร้างมิตรภาพระหว่างคนในทีม (ซึ่งในอนาคตจะกระจายไปอยู่ตามตำแหน่งต่างๆ ในองค์กร) จะทำให้เกิด horizontal relationship ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในองค์กรในระยะยาว
  • ผ่านงานจริงสุดโหดใน Boot Camp มาแล้วก็มั่นใจ ลุยได้ทุกเรื่อง
  • สร้างความกระตือรือล้น เพราะบรรดา CEO และระดับสูงลงมากระตุ้น ใกล้ชิด ทำให้ฮึกเหิม
  • รู้จักวัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างดี เพราะ CEO ลงมาสอนเอง CEO บอกว่าอยากให้เด็กได้รับประสบการณ์เดียวกับตอนเค้าตั้งบริษัท
ผลดีต่อองค์กร
  • รู้จักและประเมินความสามารถของเด็กได้แม่นขึ้น
  • ได้ refresh องค์กรอยู่เสมอๆ (ค่ายจัดปีละ 2 ครั้ง) เพราะเด็กที่เข้ามาเป็นเด็กเก่งๆ และไอเดียยังเฟรช ไม่ถูกปิดกั้นด้วยวัฒนธรรมองค์กร
  • เป็นการ R&D ไปในตัว โปรเจคต์ที่ให้เด็กทำ หลายอันเอามาขายต่อได้สบาย
ปัจจัยที่ทำให้ค่ายนี้สำเร็จ
  • CEO เอาจริงโคตรๆ ยกเวลา 3 เดือนต่อปีมาทำค่าย (บริษัทที่ไหนทำ)
  • สร้างวัฒนธรรมว่าพนักงานที่มีส่วนร่วมกับค่าย เป็นที่ยอมรับ เป็นเกียรติ เป็นทางลัดสู่การเลื่อนตำแหน่ง ทำให้ทุกคนยินดีมากๆ ที่จะได้มาเป็น mentor ให้เด็ก
  • บริษัทมีชื่อเสียงอยู่ก่อน และรับเด็กจบใหม่ ทำให้ได้เด็กเก่ง+หัวเฟรชมาเข้าค่าย
อ่านแล้วที่ชอบเป็นพิเศษคือให้เด็กแต่ละคนเล่าเรื่อง จังหวะสำคัญๆ ในชีวิตตัวเองให้คนในกลุ่มฟัง CEO บอกว่าแรกๆ ทุกคนจะยังกล้าๆ กลัวๆ ลังเลๆ แต่พอเครื่องติดแล้ว ถึงขั้นร้องไห้ และการแชร์ชีวิตลึกๆ ของตัวเองแบบนี้ จะสร้างความเหนียวแน่นของมิตรภาพในกลุ่มแบบสุดยอด

นานๆ ทีจะได้อ่านเรื่อง HR แบบฉลาดๆ อย่างนี้ ประทับใจ

No comments: