30 May 2008

Information Ecology - 2

ต่อจากตอนที่แล้ว

ในแผนภาพอันเดิม วงกลมในสุด Information Environment ประกอบด้วยส่วนประกอบย่อยอีก 6 ชนิด มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันแบบดาว 6 เหลี่ยม
  1. Information Strategy
  2. Information Politics
  3. Information Behavior and Culture
  4. Information Staff
  5. Information Process
  6. Information Architecture
ในบทถัดๆ ไปจะเจาะลงลึกของแต่ละส่วน สำหรับส่วนแรก Information Strategy บรรยายได้ง่วงมาก อ่านแล้วหลับ ขอข้ามไป Information Politics เลย

Information Politics คือการจัดสรรอิทธิพลของผู้กุมอำนาจด้านสารสนเทศในองค์กร แบ่งได้เป็น 4 ประเภท เอาตามรูปแบบการปกครองในชีวิตจริง แต่ละแบบก็มีความเหมาะสมในการใช้งานต่างกัน
  • Information Monarchy -- centralize มากที่สุด
  • Information Federalism
  • Information Feudalism
  • Information Anarchy -- centralize น้อยที่สุด
Information Monarchy คือมีคนๆ เดียวในองค์กรที่รับบท King นั่นคือ CEO จะเป็นตำแหน่งอื่นทำนี่ยากมาก (เช่น CIO) เพราะจะมีเรื่องอำนาจสูงสุดมาเกี่ยวข้อง เหมาะสำหรับองค์กรขนาดเล็กถึงกลาง และภาวะที่ต้องการความเด็ดขาด เช่น CEO ทุบโต๊ะ ใครไม่ทำตามนี้โดนไล่ออก

Information Federalism แบบสหพันธ์ คำว่า "สหพันธ์" นี้ถ้าถามผม ผมจะนึกถึงกันดั้มเป็นอย่างแรก แต่โมเดลที่เหมาะกว่าคือรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งมีทั้งรัฐบาลระดับรัฐ และรัฐบาลกลาง คอนเซปต์ของโมเดลนี้คือให้แต่ละหน่วยงานย่อยๆ รับผิดชอบสารสนเทศในหน่วยงานของตัวเองเป็นหลัก และมีบางส่วนซึ่งเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ที่แชร์ข้ามหน่วยงาน (เช่น งบการเงิน)

โมเดลนี้จะเหมาะกับบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ในหลายธุรกิจ (เช่น AOL Time ที่เป็นทั้งสื่อและบริษัทโทรคมนาคม) คำว่า "ลูกค้า" ของหน่วยงานย่อยคนละอัน อาจมีความหมายต่างกันได้ (information particularlism) ในขณะที่สารสนเทศบางอัน (เช่น กำไร) มีความหมายเหมือนกันไม่ว่าที่ไหน (information universalism) จะว่าไปแล้ว มันเป็นการจัดการกับแนวคิด generalize-specific นั่นเอง

ผู้เขียนอ้างวิธีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ซึ่งจัดระดับของความลึกของสารสนเทศเป็น 7 ระดับ คือ personal

Information Feudalism โมเดลเลียนแบบขุนนางยุคกลาง คือ ผู้จัดการของแต่ละส่วนงานเปรียบเสมือนลอร์ด และควบคุมสารสนเทศในหน่วยงานของตัวเอง (เหมือนเจ้าที่ดิน ควบคุมแรงงานรอบปราสาท) มีการแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานน้อยมากๆ

โมเดลนี้อาจฟังดูไม่ค่อยเวิร์ค แต่จริงๆ มันก็มีสถานการณ์ที่เหมาะสมอยู่บ้าง เช่น กิจการที่อยู่คนละขั้วกันมากๆ แต่ดันอยู่ในบริษัทเดียวกัน (เช่น ทีวี กับ บริษัทผลิตเครื่องบิน) ก็ไม่รู้จะแชร์ข้อมูลระหว่างกันไปทำไม อย่างไรก็ตามผู้เขียนไม่แนะนำให้ใช้ครับ

Information Anarchy ไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิง เป็นโมเดลที่หาได้ยากในองค์กรจริงในชีวิตจริง อย่างไรก็ตามพอ PC ถูกนำมาใช้ในองค์กร เราสามารถมองว่าข้อมูลที่เก็บใน PC แต่ละเครื่อง (ของพนักงานแต่ละคน) เป็นเอกเทศ ไม่ยุ่งกับใคร ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีโมเดลที่อยู่นอกระบอบการปกครองอีก 2 อัน

Market-Based Models เอาหลักเศรษฐศาสตร์เรื่อง demand-supply และ "มือที่มองไม่เห็น" มาช่วย โดยถือว่าสารสนเทศที่ดี คนจะใช้เยอะ และมันจะเด่นขึ้นมาเอง วิธีของเค้าคือเก็บทุกอย่างลงใน repository กลางให้หมด แล้วเขียนโปรแกรมจับว่าข้อมูลไหนถูกใช้เยอะน้อยอย่างไร จากนั้นจัดความสำคัญตามความนิยม บริษัทที่ใช้โมเดลนี้คือ McKinsey

อย่างไรก็ตามจุดอ่อนมันคือดูยากว่า ข้อมูลชิ้นไหนเป็นของใคร หน่วยงานหรือพนักงานคนไหนเป็นผู้รับผิดชอบ

Technocratic Utopias โมเดลนี้ยึดหลัก Utopia ว่า "อะไรซักอย่าง" จะช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดได้ ซึ่งในบริบทนี้คือเทคโนโลยีจะช่วยแก้ปัญหาได้ ซื้อเทคโนโลยีอย่าง SAP, Lotus Notes, ERP มา ปัญหาด้านระบบสารสนเทศทั้งหมดจะคลี่คลาย ผู้เขียนบอกว่านี่เป็น "ทัศนคติที่อันตราย" สามารถล้มล้างสถาบันบริษัทได้ครับ

No comments: