03 May 2008

Conscious Organization

ในองค์กรใดๆ (โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่) มักมีวิธีการทำงานที่
  • สืบทอดกันมา ทำซ้ำๆ โดยไม่รู้ว่าความหมายที่แท้จริงว่า มีความสำคัญอย่างไร คนที่เข้ามาใหม่ก็ทำตามคนที่อยู่เดิม
  • มีแนวโน้มว่าจะออกมาในรูปแบบเช่นนี้ ด้วยปัจจัยทางกฎระเบียบ วัฒนธรรมองค์กร สิ่งแวดล้อมในองค์กร ฯลฯ ตัวอย่างเช่น ถ้าที่ทำงานอยู่ในดงรถติด และผู้บริหารไม่ซีเรียสเรื่องเวลาทำงาน คนในองค์กรก็มีแนวโน้มว่าจะมาสายหลบรถติด หรือ ถ้าแถวๆ ที่ทำงานไม่ค่อยมีข้าวกิน คนมักจะขับรถออกไปกินข้างนอก ทำให้กลับเข้ามาทำงานช้า เป็นต้น
วิธีการทำงานแบบนี้มักเกินขึ้นโดยไม่รู้ตัว ถ้าใช้ศัพท์จิตวิทยาก็คือ เป็นจิตใต้สำนึก (sub-conscious) ถ้ามันออกมาดีก็ไม่มีอะไร แต่ถ้ามันเกิดเป็นผลเสีย มันจะแก้ยากกว่าปัญหาที่เห็นกันจะจะ (เช่น ตัดสินใจผิดจากข้อมูลที่เห็นตรงหน้า ซึ่งแก้ง่ายกว่าก็คือเปลี่ยนวิธีตัดสินใจ) เพราะมองไม่เห็นปัญหา

หน้าที่สำคัญของผู้บริหาร ก็คือมองหาโปรเซสที่เป็น sub-conscious นี้ให้เจอ (เป็นการมองปัญหาแบบ conscious คือรู้เท่าทันสาเหตุ) แล้ว "เปลี่ยนทิศ" ของโปรเซสนั้นให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ (โปรเซสการทำงานนั้นจะยังเป็น sub-conscious เหมือนเดิม แค่ว่ามี outcome ออกมาเป็นคนละแบบกับของเก่า) เช่นว่า ถ้าคนนิยมมาสายกัน ผู้บริหารอาจตั้งรางวัลให้กับคนมาเช้า ถ้าสำเร็จอาจสร้างค่านิยมให้คนมาเช้าขึ้นได้ เป็นต้น (ตัวอย่างมั่วๆ มา)

ประเด็นที่ควรคิดต่อ
  • การจัดการกับ sub-conscious นี้ควรเป็นการ "เปลี่ยนทิศ" มากกว่า "หยุด" หรือ "ขวาง" เพราะโมเมนตัมของคนในองค์กรค่อนข้างแรง การหยุดแบบฉับพลันอาจเกิดการต่อต้านได้ วิธีที่เหมาะสมน่าจะเป็นหลอกๆ ตะล่อมๆ ไปเรื่อยๆ ให้ไปในทิศทางที่ผู้บริหารต้องการมากกว่า
  • คำถาม: คนในองค์กรควรรู้เท่ากับที่ผู้บริหารรู้หรือไม่? ผลจะออกมาต่างกันแค่ไหน ระหว่างผู้บริหารชี้แจงกับไม่ชี้แจงจุดประสงค์ที่แท้จริงให้ทราบ? ถ้าลูกน้องเกิดรู้เท่าทันขึ้นมา (มี conscious) จะทำให้เกิดผลที่ต่างไปหรือเปล่า หรือว่าแปรตามสถานการณ์?
  • ทำอย่างไรผู้บริหารจึงจะมองเห็น sub-conscious process เหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้บริหารเอง มีภาระกิจหลักคือ daily routine decision (อยู่ใน sub-conscious เหมือนกัน คือวันๆ ทำแต่งานประจำ จนทำให้มองไม่เห็นสาเหตุ) การปล่อยให้ผู้บริหารมีเวลามานั่งคิดตรึกตรอง หรือการใช้คนนอกเข้ามาช่วย จะมีผลแค่ไหน?
ทฤษฎีนี้คิดเองครับ ไม่มีอ้างอิง

No comments: