16 February 2008

In Search of Excellence

In Search of Excellence เป็นหนังสือในตำนานอีกเล่มหนึ่งของโลกบริหารธุรกิจ ตัวหนังสือเขียนตั้งแต่ปี 1982 (ยังไม่เกิด!!!) โดยนักวิเคราะห์ของ McKinsey สองคนคือ Tom Peters (เคยเขียนบล็อกถึงหนังสือ Re-imagine ของ Tom Peters ไว้) กับ Robert Waterman

อย่างที่บอกว่าหนังสือเล่มนี้เขียนตั้งแต่ยุค 80s ดังนั้นแนวคิดหลายอย่างที่ถือว่า**ล้ำ**ในยุคนั้น ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องปฏิบัติในยุคนี้ไปเสียแล้ว (แต่โดยรวมเนื้อหายังใช้ได้ เพียงแต่อ่านแล้วจะไม่รู้สึกว่ามันใหม่จี๊ดเท่าที่ควร)

ก่อนหน้าที่ทั้งสองคนจะเริ่มโครงการเขียนหนังสือ เป็นยุคที่คนเริ่มตั้งคำถามกับการบริหารจัดการแบบเดิมๆ ที่มีลำดับชั้นสูง (hierarchy) และทำงานตามกระบวนการ (formal process) ว่ายังใช้ได้จริงหรือ บริบททางสังคมอีกอันที่สำคัญในยุคนั้นคือการรุกเข้ามาของบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งทำให้บริษัทตะวันตกเริ่มร้อนๆ หนาวๆ ทาง McKinsey ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชื่อดังจึงเริ่มโครงการค้นคว้าเรื่องนี้ 2 โครงการรันขนานกัน โครงการแรกเป็นการระดมนักวิเคราะห์มือดีของบริษัทมานั่งประเมินผลกันแบบเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนอีกโครงการก็คือส่งเจ้าสองคนนี้เดินทางรอบโลก ให้งบประมาณไม่จำกัด ใช้ชื่อเสียงของ McKinsey ขอเข้าพบซีอีโอ-เข้าดูงานบริษัทระดับท็อป โดยมีโจทย์ให้แค่ว่า เคล็ดลับความสำเร็จที่แท้จริงของบริษัทเหล่านี้คืออะไรกันแน่

ผลลัพธ์สุดท้ายคือโครงการแรกล้มเหลว ส่วนโครงการหลังประสบความสำเร็จ ผู้เขียนสองคนออกหนังสือ In Search of Excellence และดังระเบิด กลายเป็นหนึ่งในตำราสำคัญด้านการบริหารยุคหลัง 80s เป็นต้นมา

การเลือกบริษัทที่นำมาวิเคราะห์ในหนังสือเล่มนี้ก็ทำอย่างมีระบบ โดยผู้เขียนตัดสินใจเลือกเฉพาะบริษัทอเมริกันขนาดใหญ่ ใช้องค์ประกอบในการคัดเลือกหลายอย่าง เช่น สถานะทางการเงิน 20 ปีย้อนหลัง (ระยะเวลานานขนาดนี้เพื่อเลือกเฉพาะบริษัทที่ยืนหยัดข้ามยุคสมัยมาได้จริงๆ) ความสามารถในการแข่งขัน เปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม ฯลฯ สุดท้ายได้มา 21 บริษัทเพื่อศึกษาผลงานอย่างละเอียด รวมถึงสัมภาษณ์ผู้บริหารแทบครบตัวหลัก ตัวอย่างที่ใครๆ ก็รู้จักได้แก่ IBM, McDonald's, DEC, HP, TI, Xerox, P&G, Mariott, Boeing, Exxon เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่มที่สัมภาษณ์ไม่ละเอียดเท่ากลุ่มแรก แต่บริษัทก็ดังพอกัน เช่น Intel, GE, GM, Lockheed, Merck, Levi, Diskey, Wal-mart, Du Pont เป็นต้น เอาไว้เปรียบเทียบกัน

สิ่งที่ Peters กับ Waterman ค้นพบคือ ไม่ว่าบริษัทที่เป็นเลิศเหล่านั้นจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม มันมักจะมีลักษณะร่วมกันอยู่ ซึ่งทั้งสองคนแจกแจงได้ออกมาเป็น 8 ข้อ (8 บทหลักของหนังสือ) ดังนี้

  1. A bias for action - เน้นปฏิบัติ ลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่นั่งคิดหรือมัวแต่เขียนเอกสาร
  2. Close to customer - ลูกค้าสำคัญที่สุด
  3. Autonomy and entrepreneurship -พนักงานมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม
  4. Productivity through people - คนเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดขององค์กร
  5. Hands-on, value driven
  6. Sticking to the knitting - ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดให้ดีที่สุด ไม่รุกข้ามอุตสาหกรรมถ้าไม่เชี่ยวชาญ
  7. Simple form, lean stuff
  8. Simultaneous loose-tight properties - ใช้ทั้งแนวทาง centralize และ decentralize ไปพร้อมกัน
อ่านบทแรก A bias for action จบไปแล้ว มันใช้ได้เลย เดี๋ยวจะทยอยมาเขียนเจาะรายบท (ถ้าขยันเหมือนเช่นเดิม)

1 comment:

fatmancanfly said...

ขอบคุณครับผม