24 June 2007

Maintain

คุยกับ อ. ธวัชชัย พบว่ามีแนวคิดตรงกันหลายเรื่อง แม้กระทั่งไอเดียการทำเว็บใหม่ๆ ที่มีในหัวกันมากมาย

แต่เว็บเหล่านั้นยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เหตุผลทางเทคนิคว่าทำไม่ไหว แต่เป็นเหตุผลด้านการดูแลเว็บเก่าที่มีในมือทำให้เวลาและพลังหมดไปต่างหาก คิดแล้วเสียดายโอกาสใช่เล่น (อ. ธวัชชัยหา community manager ของ G2K พอได้ แต่งานดูแลระบบยังต้องทำเองอยู่ ส่วน Blognone ก็พยายามโอนการเขียนข่าวไปให้ community แต่ยังไม่ค่อยสำเร็จนัก งานดูแลระบบก็ยังต้องทำเช่นกัน รวมถึงงาน editor ด้วย)

ในแง่ธุรกิจแล้ว เรื่อง "การหาผู้สืบทอด" เป็นประเด็นสำคัญที่คนมักจะละเลย (ไว้แก่แล้วค่อยคิด รอเกษียณก่อน) แต่มันเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง เราควรให้คนที่ถนัดได้ทำสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองจริงๆ เช่น คนที่เก่ง founding ก็ควรจะ found ของใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่มารัับภาระดูแลของเก่าไปด้วย

ฉะนั้นแล้ว ในองค์กรควรสร้างระบบและค่านิยมว่า "ถ้าไม่มีฉันอยู่ งานที่ฉันทำจะสามารถดำเนินไปได้อย่างไร" อยู่เสมอ

21 June 2007

Corporate Image via Blogging

เคยไปสอนเรื่อง Web 2.0/Blog มาก็หลายที ส่วนมากจะยกเคสของ Sun เวลาพูดถึงการนำ blog มาใช้ในธุรกิจ เคสของ Sun นี้ดังมาก เพราะ Schwartz เป็น CEO คนแรกๆ ที่นำมาใช้ และมีส่วนช่วยเรื่อง Corporate Image ให้กับบริษัทหลายครั้ง (ล่าสุดก็แก้ข่าวโจมตีจาก Linus)

แต่บริษัทที่น่าสนใจกว่าในช่วงหลังคือ Dell ไม่เคยไปอเมริกาแต่คิดว่าที่นั่น Dell คงจะเป็น commodity hardware สุดๆ เหมือนบ้านเราคิดเรื่องอาหารก็ต้อง CP เวลา Dell มีปัญหาอะไรซักอย่าง คนก็เขียนด่าและลือกันไปท่วมทุ่งในเวลาอันรวดเร็วเสมอ (ล่าสุดเรื่อง Ubuntu ไม่ขายแบบ For SME ก็ขึ้น Slashdot)

กลยุทธของ Dell ที่เจ๋งมากคือการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสผ่านบล็อก Direct2Dell คือผู้บริโภคจะรู้สึกเข้าถึง Dell wด้มากกว่าที่เคย อย่างตอนสำรวจว่าผู้ใช้อยากได้อะไร และคำตอบบอกว่า Linux ผมก็เชื่อว่า Dell มีคำตอบในใจแต่แรกอยู่บางส่วนแล้ว เพียงแต่ออกมาสำรวจเพื่อให้คนรู้สึกว่า Dell รับฟัง แถมได้ Buzzword ทาง press อีกตะหาก

ตอนนี้กำลังรอดูว่า Dell จะแก้ข่าวนี้ยังไง

19 June 2007

Seat

การพบปะพูดคุยเรื่องสำคัญๆ หลายครั้งในสำนักงาน มักเกิดจากการเจอกันตามทางเดิน ระหว่างกินกาแฟ เอาขนม/ของฝากมาแจก ไม่ใช่เกิดจากการประชุมที่มีนัดหมายอย่างเป็นทางการ

feedback ดีๆ จำนวนมาก เกิดจากลูกน้องที่เป็นฝ่ายปฎิบัติงานจริง สัมผัสกับงานโดยตรง ไม่ใช่ฝ่ายบริหารที่นั่งสั่งการ ดังนั้น ประเด็นคือทำอย่างไรเราจึงจะสร้าง "โอกาสตามทางเดิน" ระหว่างลูกน้องกับหัวหน้าให้เกิดได้มากๆ

ลูกน้องมักจะกลัวและเกรงหัวหน้าอยู่เป็นทุนเดิม โอกาสที่ลูกน้องจะเดินไปเคาะประตูห้องหัวหน้าเพื่อขอคุยเล่น คงจะน้อยเต็มทน ดังนั้นวิธีที่เป็นไปได้ง่ายกว่าคือหัวหน้าต้องเป็นฝ่ายไปหาลูกน้องเอง

แต่การเดินไปหาลูกน้องถึงโต๊ะ มันก็เป็นการกดดัน เหมือนกับตรวจงาน ลูกน้องจะยิ่งกลัวไปเปล่าๆ ดังนั้นเราต้องสร้างให้เกิดความรู้สึกว่าการเดินนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ต้องเดินอยู่ทุกวัน

นั่นก็คือการทำให้ทางเดินไปโต๊ะของหัวหน้า ต้องผ่านลูกน้องนั่นเอง เดินไปกินน้ำก็ผ่านลูกน้อง เดินไปกินข้าวก็ผ่านลูกน้อง เดินไปถ่ายท้องก็ยังต้องผ่านลูกน้อง บทสนทนาสัพเพเหระย่อมจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเราหวังว่าบทสนทนา "สำคัญ" จะเกิดขึ้นเป็นสัดส่วนตามไปด้วย

เป้าหมายของการจัดออฟฟิศแบบนี้คือลดอุปสรรคทุกชนิดในการเข้าถึงกันและกันให้มากที่สุด อย่าลืมว่าการกดลิฟต์ 1 ครั้ง หรือการเคาะประตูห้อง 1 ก๊อก ก็นับเป็น 1 step away ด้วยกันทั้งสิ้น

เป็นไปได้หรือไม่ที่ CEO จะนั่งอยู่หลังประชาสัมพันธ์???

15 June 2007

Web 2.0 "Must Read"

กรณีศึกษาที่น่าสนใจของคนชอบ Web 2.0 startup (ทั้งหมดนี่จาก Mashable)
อันสุดท้ายนี่เคยประสบเองจาก Blognone ก็เป็นกรณีศึกษาที่หาได้ยาก ได้เรียนรู้ว่าการบริหารจัดการชุมชนออนไลน์ขนาดเล็กระยะแรก กับดังแล้วคนเยอะ มันต่างกันเยอะเลย

10 June 2007

Radical Transparecny: Microsoft

เนื่องจากกำลังสนใจ Radical Transparency เลยอยากโพสต์ต่อจากตอนที่แล้ว บทความนี้ลงพิมพ์ใน Wired ฉบับเดียวกัน (April 2007) แต่เป็นกรณีศึกษาของ Microsoft (ซึ่งรู้กันว่าโคตรจะหมกเม็ด) กับเว็บบล็อก Channel 9 และ Mini-Microsoft ที่พยายามจะ "เปิด" Microsoft มากขึ้น

Operation Channel 9

มองในแง่การหาประเด็น ก็นับว่า Wired เก่งมากทีเดียว (หาตัวอย่างที่ Too Radical มาให้เห็นภาพ)

ป.ล. Wired ฉบับ May 07 มาถึงบ้านแล้ว จะอ่านยังไงทันละเนี่ย

09 June 2007

Radical Transparency

อ่าน The See-Through CEO (cover story ของ Wired ฉบับ April 2007) ว่าด้วยแนวคิดใหม่เรื่อง online reputation โดยใช้วิธี radical transparency (เปิดเผยทุกอย่าง)

ในโลกปกติ ถึงแม้เราจะเรียกร้องหาความสมานฉันท์ เอ้ย ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจกันมากแค่ไหน เราก็ยังเจอข้อจำกัดว่าความลับที่ sensitive (ในมุมของใคร?) ต้องเก็บรักษาไว้อย่างดู ถึงเราจะมี พรบ. เปิดเผยข้อมูลหน่วยงานราชการ แต่ราชการอาจปฏิเสธง่ายๆ ด้วยสาเหตุว่า "ความมั่นคง"

แนวคิด radical transparency เป็นการคิดมุมกลับ โดยมีพื้นฐานว่า ถ้าเปิดเผยทุกสิ่ง เราจะได้คนหมู่มากมาเป็นพวก (เปิดเผย->รู้สึกว่าจริงใจ) วิธีนี้จะกลับมุมคิดกับหลัก PR แบบเดิม (กลบเรื่องร้ายๆ ไปซุกไว้ใต้พรม) กลายมาเป็นการทำให้เรื่องร้ายๆ สำคัญน้อยลง ถ้ามีเรื่องดีๆ เยอะกว่า (วัดจากค่าเฉลี่ย)

นอกเรื่องนิด: ผมเคยฟังคุณ keng.com พูดในงาน Blogger Business ว่าเขาเตือนให้บริษัทที่อยากมี blog เพื่อประชาสัมพันธ์นั้น ห้ามให้ฝ่าย PR เป็นคนทำเด็ดขาด (เพราะ PR มีระบบ logic แบบเก่าที่เป็นผลลบต่อ online PR)

ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง radical transparency ที่สุดคงไม่พ้นนักพัฒนาโอเพนซอร์ส เนื่องจากถูกบังคับโดยกฎเกณฑ์ทางสังคมอยู่แล้วว่า การตัดสินใจประเด็นต่างๆ ควรอยู่บน public mailing list ทั้งหมด (ทุกวันนี้ทาง Mozilla Foundation ยังตอบคำถามได้ไม่เต็มปากว่าได้เงินจาก Google มาเท่าไร)

เคสที่ Wired ยกมาคือเคสของ Southwest ที่ CEO ออกมาขอโทษลูกค้าโดยทำวิดีโอไปบน YouTube และอาศัยการแพร่กระจายตัวแบบปากต่อปากและ social network ช่วยกระพือ ซึ่งในภาพรวมจะดูจริงใจกว่าการผ่านสื่อแบบเดิมๆ เยอะมาก

เราพอจะสรุปแนวคิดสำคัญของ online reputation ได้ดังนี้
  • Blog (+สื่อใหม่อื่นๆ) ให้ความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนม และ free style มากกว่าสื่อแบบเดิม (โฆษณา นสพ./tv)
  • การกระจายข้อมูลด้วย buzz word, social network ทางข่าวสาร (เช่น digg) กำลังจะมีประสิทธิผลแซงสื่อแบบเดิม อย่างน้อยก็กับ netizen ที่ออนไลน์มากกว่าดูทีวี
  • การทำตัวให้โปร่งใส เข้าถึงได้ ไม่ว่าจะยุคไหนก็เป็นเรื่องดีเสมอ
    • การทำตัวโปร่งใสสุดยอด อาจเป็นเรื่องดีกว่าที่คิด
      • ไอ้โปร่งใสสุดยอดที่ว่า มันอาจเป็นการจัดตั้งให้ดูโปร่งใสสุดยอดก็ได้
  • สรุปว่าในภาพรวม กฎของเกม PR กำลังเปลี่ยน
คำถามที่น่าคิดต่อคือ เราสามารถใช้กรรมวิธีของ radical transparency มาบีบให้ตัวองค์กรเองมี good governance มากขึ้นได้เพียงไร เพราะว่าถ้ามีผู้จับตาดูเยอะขึ้น (และผู้จับตาดูเหล่านี้, ลูกค้า, ให้คุณให้โทษทางธุรกิจมากกว่า SEC เยอะ) เราก็ต้องพยายามทำตัวให้สะอาดมากยิ่งขึ้น

08 June 2007

Information Management

เมื่อเช้าขับรถมาทำงาน ฟังข่าววิทยุว่ารัฐบาลจะขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 4% ทางกระทรวงศึกษากลัวพนักงานในสังกัด (พวกที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ เช่น มหาลัยนอกระบบ) จะน้อยใจ เลยประชุมเรียก 5 หน่วยงานย่อย (พวก สพฐ., อาชีวะ) ให้สรุปตัวเลขบุคคลากร ว่ามีประเภทใดบ้าง อย่างละกี่คน เพื่อนำมาประเมินหางบประมาณขึ้นเงินเดือนให้

ฟังแล้วก็เครียด ข้อมูลแค่นี้ มันควรจะ real-time display ได้กลางที่ประชุมไม่ใช่เหรอ