27 February 2007

Naming Tips

ปกติจะมีปัญหาเรื่องจดโดเมนว่านึกชื่อไม่ค่อยจะออก (อันนี้คงเป็นทุกคน) อ่านเจอบทความที่ไม่ได้ช่วยให้นึกชื่อออกมากขึ้น แต่ดูเทรนด์ได้ว่าชาวบ้านเค้าก็นึกไม่ออกเหมือนกัน

10 Company Name Types on TechCrunch: Pros and Cons
วิเคราะห์ domain name ของบริษัท web 2.0 โดยแยกได้เป็น 10 แบบ

ของ Blognone คงเข้า category #2 ล่ะนะ

เผอิญว่าเจอจาก Guy Kawasaki เลยมีวิเคราะห์ชื่อบล็อกของ Guy ด้วย

23 February 2007

The Art of Start

ช่วงนี้กำลังบ้า Guy Kawasaki กำลังเล็งๆ ว่าจะซื้อ The Art of Start มาอ่าน (Kino ขายพันนิดๆ แพงเหมือนกัน)

แต่หลักการของ Guy แกเขียนไว้หลายรอบบน blog รวมถึง vdo และ slide ด้วย อันนี้เอาหลักการจาก vdo/slide (อยู่ในลิงก์เดียวกัน) มาลองประเมินกับ blognone (กิจการอันเดียวที่มี) ว่าใช้ได้มั้ย
  1. Make Meaning - กิจการต้องมีคุณค่าต่อผู้คน/สังคม มี 3 ข้อย่อย
    • Increase Quality of Life
    • Right a Wrong
    • Prevent the end of something good

    Blognone เกิดขึ้นมาเพราะ "Right a Wrong" คือมาทำข่าว IT ที่คนอื่นมันทำห่วย ไม่ได้ดั่งใจ
  2. Make Mantra - สร้างจุดยืน/สโลแกน/code of conduct/ ของบริษัท (หาคำแปลดีๆ ไม่ได้) ตัวอย่างเช่น Nike == Athentic Athletic Performance"

    ของ Blognone คงเป็น "ข่าวเชิงลึก รวดเร็ว รู้จริง" อะไรประมาณนี้มั้ง (ไม่เคยคิด)
  3. Get Going - เริ่มต้นเตรียมพร้อม
    • Think Different
    • Polarize People
    • Find a new soul mate

    Think Different คงทำอยู่แล้ว ส่วน soulmate หลังๆ นี่มีเยอะจนร้อนเลย
  4. Define a business model
    • Be Specific
    • Keep it simple
    • Ask women <-- โคตรชอบอันนี้ เหตุผลไปดูเอาเองใน vdo

    business model ยังไม่ผ่าน (ไม่มีรายได้ มีทางรอดเดียวคือ ad) ส่วน ask women นี่ไม่เคยถาม
  5. Weave a MAT (Milestone,Assumption,Task)
    • milestone
    • assumption
    • task
    (ลืมแล้วต้องไปย้อนดูใหม่)
  6. Niche Thyself - วางกลุ่มเป้าหมาย ต้องทั้ง unique (เลียนแบบยาก) และ value (มีมูลค่าต่อลูกค้า)

    Blognone คง unique พอตัว ส่วน value คงได้ในแง่ความรู้/ทันสถานการณ์/ชุมชน
  7. Follow the 10/20/30 rule - อันนี้เป็นกฎหากินของ Guy ในการนำเสนอ (อ่าน) อันนี้ประยุกต์ใช้เวลาไปเสนอขายของ/ขอตังจาก VC
    • 10 slides - จำกัดจำนวนเนื้อหาการนำเสนอ เพื่อบีบให้ออกมาแต่เนื้อๆ
    • 20 minutes - กันเบื่อ บีบตัวเองให้เสนอแบบกระชับ
    • 30 point of font - ตัวใหญ่ๆ ตัวหนังสือน้อยๆ สร้างความน่าสนใจ

    ไม่เคยต้องเสนอ slide เรื่อง Blognone แต่ตัวเองเป็นสาวกของ Presentation Zen มาตลอด เอาตัวรอด
  8. Hire Infected People - เรื่องการจ้างงาน มี 3 ข้อย่อย
    • Ignore the irrelevant
    • Hire better than yourself <-- ชอบอันนี้
    • apply the shopping center test
    อันนี้ชักลืมๆ จำได้แค่ Guy ไปทำงานกับแอปเปิลเพราะเค้าชอบแมค ก็แค่นั้น คือจ้างคนที่มี inspiration เข้ามาทำงานด้วยแรงบันดาลใจ ไม่ใช่มาหาเงินเลี้ยงชีพ
  9. Lower the barriers of adoption - การนำผลิตภัณฑ์เข้าตลาด
    • Flattern the learning curve - ทำให้ง่ายเข้าไว้
    • Don't ask people to do something that you wouldn't - อันนี้คติเดียวกับ Eat you own dogfood
    • Embrace your evangelist - การตลาดแบบ apple (evangelist/zealotry)
  10. Seed the Clouds
    • Let a hundred flowers blossom
    • Enable test drives - แนวคิดเดียวกับ beta test/opensource
    • Find the influencers - พวก early adopter ที่สามารถชักจูงคนอื่นได้
  11. Don't let Bozos grind you down - อย่าเอาเสียงวิจารณ์ของคนอื่นมาทำให้เสียกำลังใจ

    ของ Blognone เราต้องต่อสู้กับคนมากมาย ทั้งพวกไม่สนใจ standard, พวกไม่ใส่ใจการสะกด, รัฐมนตรี ICT, zealot จากค่ายต่างๆ ตอนนี้ไม่หวั่นไหวแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง

18 February 2007

10 ข้อพึงเลี่ยงสำหรับการทำเว็บใหม่

เป็นแฟนบล็อกของ Guy Kawasaki อันนี้อ่านแล้วชอบมาก คงเอาไปเป็น guideline สำหรับ blognone และเว็บอื่นๆ ในอนาคต

The Top Ten Stupid Ways to Hinder Market Adoption

  1. บังคับให้ลงทะเบียน - ยกตัวอย่าง Netvibes ที่เข้าไปใช้ได้โดยไม่ต้องลงทะเบียน หรือ Amazon ที่ต้องกรอกข้อมูลเมื่อจะซื้อจริงๆ
    Blognone ตอนแรกก็ทำแบบนั้น แต่ตอนหลังเจอ Spam ถล่ม ก็เลยพบกันครึ่งทาง ลงทะเบียนแต่กรอกแค่ email/passwd ก็พอ อย่างอื่นไม่อยากรู้
  2. URL ยาวไร้สาระ - ตัวอย่างที่ดีคือ Apple เราสามารถเดา url ได้ง่าย เช่น apple.com/macbookpro
    อันนี้เป็นหลักทาง usability ที่คำนึงถึงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ยิ่งมาได้โมดูล pathauto ใน Drupal ช่วยยิ่งสบาย
  3. หน้าต่างที่ไม่มี URL ไว้อ้างอิง - เช่น พวก popup หรือ frame
    ถือคติ single window แต่แรกอยู่แล้ว ไม่ใช้พวก target="blank" เพื่อเปิดในหน้าใหม่ด้วย รำคาญ
  4. search ไม่ได้
    ของ Blognone นี่โยนหน้าที่นี้ให้ Google เพราะรู้สึกเองว่ามัน index ได้ฉลาดกว่า index ของ Drupal
  5. ไม่มีปุ่ม delicious/digg
    ตอนนี้มีปุ่ม delicious แต่ digg คงทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดด้านภาษา (หรือจะใช้ zickr ดี?)
  6. ติดต่อได้เฉพาะทางเมล - ไม่มีเบอร์ หรือที่อยู่
    อันนี้ก็คงยกเว้น เพราะไม่รู้จะให้เบอร์หรือที่อยู่ไปทำไม แค่เมลก็ยังจะไม่ค่่อยมีคนส่งมา
  7. ไม่มี Feed
    มีครับ atom/feedicon/feedburner ด้วย ตอนนี้ subscriber เกือบ 900 แล้ว
  8. ต้องพิมพ์อีเมลใหม่ถ้าจะส่งให้เพื่อน ไม่มีระบบ import
    ไม่มี และคิดว่าคงไม่สำคัญ
  9. ใช้ email address เป็น username ไม่ได้ (ติดตัว @)
    อันนี้ไม่รู้ เดี๋ยวต้องลอง
  10. username เป็น case sensitive
    อันนี้ไม่เห็นด้วยกับ Guy คิดว่าแบบ sensitive นี่ล่ะดีแล้ว
  11. จะเขียน comment ต้อง login
    อันนี้มันเหมือนกับข้อ 1 นอกจาก login แล้วก็ไม่มีนโยบายไร้สาระอื่นใดมาขวางกั้นเราอีก
  12. อ่าน captcha ไม่ออก
    เผอิญไม่มี capcha แต่ของที่บริษัทก็มีปัญหานี้ กับ passwd ที่ส่งให้ลูกค้า
  13. email ไม่มี signature สำหรับเบอร์/ที่อยู่
    เผอิญว่ายังไม่ต้องติดต่อการค้ากับใคร ไว้เปิดกิจการแล้วคงต้องทำ
  14. ใช้ได้เฉพาะ IE
    ของเราใช้ไม่ได้เฉพาะ IE :D

Finding talents in your own company

เคยอ่านที่ไหนซักแห่ง มีผลการศึกษาอันหนึ่งบอกว่าที่มาของนวัตกรรมใหม่ๆ ในองค์กรส่วนมาก ก็จะมาจากตัวพนักงานขององค์กรนั่นแหละ ไม่ได้มาจากบอร์ด, ที่ปรึกษาภายนอก หรือลูกค้าแต่อย่างใด

คิดในแง่ sense ทั่วๆไปแล้วก็คงจริง ใครมันจะไปเข้าใจสภาวะในการทำงานมากไปกว่าคนที่ทำอยู่ทุกวันละจริงมั้ย

คำถามก็คือ เราจะควานหาพนักงานคนนั้น (ที่มันสามารถคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ได้) จากพนักงานทั้งหมดขององค์กรได้อย่างไร

ผมคิดว่าตัวเองก็มี competitive thinking พอสมควร แต่ตอนสมัยทำงานอยู่ที่เก่า ไม่เคยได้คุยกับ head ขององค์กร (ซึ่งเป็นผู้มีบารมีและ vision ในสายตาของตัวเองเลย) ผมคิดว่ามันคงเกิดอะไรได้อีกเยอะ ถ้า head หรือผู้บริหารระดับสูงรู้ว่าในองค์กรของตัวเอง มีคนมีความสามารถอยู่ ถึงแม้มันจะปะปนกับพวกห่วยแตกก็ตามที

ผมนึกวิธีการควานหาตัวอยู่สองแบบ
  • พนักงานเป็นฝ่ายเสนอตัว โชว์ความสามารถของตัวเองให้ผู้บริหารเห็น
  • ผู้บริหารเป็นฝ่ายลงไปค้นคว้าเอง
ตอน Netscape แรงขึ้นมาในปี 94 ช่วงนั้นไมโครซอฟท์ยังงงๆ กับอินเทอร์เน็ตอยู่ มีพนักงานคนนึงเขียนบันทึกภายในขึ้น บันทึกฉบับนั้นไปถึงเกตส์ และผลสุดท้ายก็คือการกลับลำเต็มตัว เกิด IE, Active Desktop ขึ้นมาสารพัด พนักงานคนนั้นชื่อว่า J Allard ผลงานในช่วงสิบปีให้หลังของเขาคือ Xbox และ Zune

นี่เป็นตัวอย่างวิธีแรก ซึ่งไม่แน่ใจว่ามันจะเวิร์คสำหรับเมืองไทยหรือเปล่า แต่ถ้าพึ่งวิธีที่สอง เราจะมีกุศโลบายยังไงก็ยังนึกไม่ออก

12 February 2007

Being A Boss

เชื่อว่าคนอ่านบล็อกนี้พอสมควรสนใจเรื่องการบริหาร ซึ่งก็คงเขียนได้ช้าเพราะว่าของพวกนี้ต้องใช้เวลาย่อย หรือบางทีก็เป็นเหตุการณ์ที่ได้มาจากการสังเกต ซึ่งประสบการณ์ผมมีน้อย นานๆ ทีกว่าจะรวมมาเขียนได้ตอนนึง

ดังนั้นไปอ่านของคนมีประสบการณ์ดีกว่า เจ้าตัวไม่อยากเปิดเผยตัวจริง (แต่คนที่รู้ก็คงรู้อยู่ดีนั่นแหละว่าคือใคร)

sugree บอกว่า "มีซุกไว้เยอะจริงวุ้ย"

06 February 2007

Bizword

เวลาประชุมกันเดี๋ยวนี้มีคำศัพท์แปลกๆ ใหม่ๆ หลายคำ ซึ่งจริงๆ มันเป็นแค่ buzzword เพราะว่ามันคืออะไรที่เรารู้อยู่แล้วแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร

จดไว้
  • blue ocean - สร้างตลาดใหม่ (ตลาดเก่าเรียก red ocean)
  • long tail
  • synergy - อันเดียวกับ convergence ของทรู
  • tipping point - เหมือน critical mass

IT Business Ranking

ปกติการดูความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ก็มักจะดูจากราคาหุ้น (ซึ่งบางทีมัน hype) หรือไม่ก็ผลประกอบการราย quater (ซึ่งต้องดูทั้ง income และ profit) แต่สองอย่างนี้มันก็บอกแค่เรื่องการเงิน

ดังนั้นเวลาหา ranking พวกความพึงพอใจของลูกค้า หรือความสามารถในการแข่งขันต่างๆ มันจึงมีประโยชน์ ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีเกณฑ์การประเมินที่แน่นอนเหมือนราคาหุ้น เป็นแค่ใบสอบถามหรือการให้คะแนนของนักวิเคราะห์ ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้อิงแหละน่า

2006 Vendor Value Study