12 January 2007

Paperless Document

ความพยายามในการทำ paperless document มีมานาน และก็ไม่สำเร็จซักที

จุดชี้เป็นชี้ตายของ กระดาษ vs อิเล็คทรอนิกส์ อยู่ตรงการเซ็นชื่อรับรอง ซึ่งเป็นการยืนยันตัวตน ไม่สามารถทำซ้ำได้ (ไม่คิดกรณีปลอมลายเซ็นหรือแอบโขมยตราปั๊ม) ซึ่งมันทำให้สุดท้ายแล้วทุกคนต้อง print เอกสารออกมาให้เซ็นอยู่ดี กระบวนการแปลง analog <> digital นี้เป็นอุปสรรคสำคัญของเป้าหมาย paperless

ถ้าเราแก้จุดอ่อนนี้ด้วยการยืนยันตัวตนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง PGP แทนล่ะ เวลาจะเซ็นชื่อก็พิมพ์ approve แล้ว sign PGP ทับอีกที อย่างนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ (อันนี้ไอเดียต้นคิดคือคุณเจมส์)​ไม่เคยทำงานในองค์กรที่ใช้ Notes หรือ Exchange ไม่รู้ว่าเค้าทำยังไงเหมือนกัน

การสร้างองค์กรใหม่ได้เปรียบตรงที่สามารถวางระบบ IT ได้อิสระตั้งแต่แรก ไม่ต้องคิดถึงปัจจัยด้าน migration และความเคยชิน ถ้าเปิดบริษัทเอง ไอเดียนี้ก็น่าสนใจ

ถ้าเอาระบบเซ็นเอกสารด้วย PGP มาใช้จริงๆ
  • ก่อนลุกจากโต๊ะ ต้อง lock screen เสมอ
  • Tablet อาจเป็นอุปกรณ์สำคัญ (เพราะคนเราไม่ได้อยู่กับโต๊ะตลอด)
  • วิธีการ authentication ของระบบอื่นๆ ในองค์กร ต้องใช้ key แทน password ทั้งหมด เพื่อสร้างความรู้สึกว่า key เป็นของธรรมดา

11 January 2007

International Thinking

อ่าน The World is Flat อยู่ อิจฉาอินเดียที่เป็นประเทศ outsource งานจากอเมริกามาได้

เหตุผลหลักอันนึงคือ คนอินเดียมันพูดภาษาอังกฤษได้แบบ native

ในยุค Flat World คิดจะเปิดกิจการอะไรก็ตาม (โดยเฉพาะธุรกิจไฮเทค) ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือต่างชาติไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า หรือลูกน้อง

ดีกรีความเป็น international ของประเทศไทยยังถือว่าต่ำมาก เดินไปตามถนนหนทางก็มีภาษาอังกฤษน้อย (ป้ายข้างรถเมล เป็นต้น) เพื่อนหลายคนจบตรีซะเปล่าก็ดันกลัวฝรั่ง ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อมความเป็น international ไว้ตั้งแต่แรก

ที่คิดออก
  • อีเมลติดต่อภายใน บังคับภาษาอังกฤษล้วน (สมัยอยู่กับคุณเจมส์ก็แบบนี้) เพื่อความสะดวกในการ quote/reply
  • รับพนักงานต่างชาติ โดยมีเป้าหมายรอง (นอกจากทำงาน) คือกระตุ้นให้คนไทยในองค์กร รู้สึกว่าตัวเองต้องปรับตัวรับเพื่อนร่วมงานต่างชาติเสียก่อน ถ้าคบหาเพื่อนต่างชาติได้สนิทใจแล้ว ลูกค้าต่างชาติก็ควรจะสนิทใจด้วย

07 January 2007

India Success Factors

สรุปจาก The World is Flat หน้า 126 เป็นต้นไป เรื่อง Flatterner #5: Y2K ว่าด้วยการเอาต์ซอร์สของอินเดีย

บังกะลอร์เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของซิลิคอนวัลเลย์ ทุกประเทศคิดจะเป็นบ้านหลังที่สาม (รวมถึงประเทศเรา) แต่มันง่ายแบบนั้นเชียวเหรอ

เหตุผลของความสำเร็จมันเป็นเชนหลายชั้น ที่ยากจะเลียนแบบ
  1. คนอินเดียพูดภาษาอังกฤษได้ native ด้วย
  2. อินเดียมีคนเยอะ แถมจน <--- ค่าแรงราคาถูก
  3. จากข้อ 1,2 ค่าแรงต่ำ <--- คนเก่งอินเดียก็ไปทำงานอเมริกา ซึ่งค่าแรงสูงและพูดภาษาอังกฤษ
  4. จากข้อ 4 อุตสาหกรรมสหรัฐก็คุ้นเคยกับคนอินเดีย ไม่กลัวที่จะจ้างคนอินเดีย หรือย้ายมาอินเดีย
  5. ความต่างเวลา +12 ชม. กำลังดีเลย (บ้านเรา +14 ก็พอไหว)
  6. ตัวเร่งปฏิกิริยา: ฟองสบู่ดอตคอม ทำให้โครงสร้างพื้นฐานทางการสื่อสาร (ไฟเบอร์) มาถึงอินเดียในราคาถูก
  7. ตัวเร่งปฏิกิริยา: ฟองสบู่ดอตคอมแตก ทำให้ VC ในอเมริกามีเงินลงทุนน้อยลง สถานที่ที่มีความสามารถทางเทคนิคเท่ากัน พูดอังกฤษได้ และราคาถูกกว่า คืออินเดีย
  8. ตัวเร่งปฏิกิริยา: แค่ข้อ 6-7 ก็ยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือ อเมริกาโดนบีบให้ลองเอาต์ซอร์สมาอินเดีย จากปัญหา Y2K
อย่างอื่นๆ ก็มีพวกนโยบายภาครัฐอะไรยิบย่อยที่ประเทศอื่นๆ ก็มีปัญญาคิด แต่ 8 ข้อข้างบนจะเลียนแบบให้ได้เหมือนเป๊ะก็คงยาก หลายๆ ประเทศมีบางข้อแต่ไม่ครบ (เช่น จีน ขาดแค่เรื่องภาษา) หรือบางข้อก็ยากจริงๆ อย่าง Y2K/ฟองสบู่ดอตคอม มันคงไม่กลับมาอีก

ดูสภาพแล้วเลียนแบบยาก ทางออกคงต้องเป็นหารถไฟขบวนใหม่แทนที่จะวิ่งตามเค้า และหวังว่าจะไม่พลาดอีก

05 January 2007

Convergence: True's Marketing

ชมชอบวิถีการตลาดของ True มาได้ซักพักแล้ว มีคนเขียนให้อ่านเลยดีใจ ตรงกับที่ใจนึกอยากรู้เรื่อง

คอนเวอร์เจนซ์ เกมซื้อเวลา 'ทรู'

True ใช้วิธีผนวกผลิตภัณฑ์และบริการทั้งหมดมาขายพ่วง ไม่มีอะไรใหม่แต่ว่าแพกเกจที่ทำครอบของขายพ่วงทำออกมาได้น่าดึงดูดใจคนซื้อ เป็นอะไรที่ควรเอาเยี่ยงอย่าง

ที่ชอบมากคือโฆษณา WiFi zone ที่รวมเอา WiFi Router (ในบ้าน) กับ WiFi Access (นอกบ้าน) มาเป็นบริการเดียวกัน สร้างความรู้สึกให้คนต้องการ WiFi ทุกหนทุกแห่ง ในบ้านน่ะได้เงินแน่ๆ อยู่แล้ว แต่นอกบ้านจะไปมีใคร ในเมื่อลูกค้ารู้จักแต่ True เงินก็เข้า True อยู่ดี