26 October 2007

Strategy Safari #2 - Planning School

Planning School มองว่า strategy เป็น "formal process"

Planning School พัฒนาต่อยอดมาจาก Design School โดยถือกำเนิดในช่วงไล่เลี่ยกัน (1965 - หนังสือชื่อ Corporate Strategy โดย H. Igor Ansoff) และเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในทศวรรษที่ 1970s แต่ชะตาชีวิตก็พลิกผัน จากที่รุ่งสุดๆ ในช่วง 70s แต่ต่อมาก็ดับอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันแทบบอกได้ว่าไม่มีใครใช้วิธีคิดของ Planning School แล้วเช่นกัน

ขั้นตอนการสร้าง strategy ของสำนักนี้ก็คล้ายกับ Design School ดังนี้
  1. ตั้งเป้าหมาย (objective setting)
  2. วิเคราะห์สถานการณ์ (analysis) โดยยุคนี้ใช้คำว่า Audit มีทั้ง Internal/External เหมือนเดิม วิธีการใช้การเทียบกับ checklist ไม่มีอะไรพิสดาร
  3. ประเมินข้อมูลที่ได้ (evaluation) ศัพท์ใหม่ที่เกิดมาในยุคนี้คือ "Value Creation"
  4. ดำเนินการสร้างแผน (operationalization) อันนี้เป็นจุดต่างสำคัญจาก Design School ความต่างก็คือ Planning School นี้เพิ่มรายละเอียดในขั้นตอนนี้เข้ามามากๆ (เช่น แผนใหญ่ต้องประกอบด้วยแผนย่อยๆ ถ้ายังใหญ่อยู่ก็ต้องซอยลงไปอีก ฯลฯ) ชื่อ "Planning" ก็มาจากขั้นนี้
  5. จัดช่วงเวลาดำเนินการจริง (scheduling) เคสตัวอย่างของ GE ใช้เวลาร่างแผนทั้งหมด 1 ปี
ความแตกต่างอื่นๆ ของ Planning School เทียบกับ Design School มีดังนี้
  • เปลี่ยนแนวคิดจากว่าแผนต้อง simple มาเป็น formal process มากมาย
  • จากเดิมที่ CEO คิดคนเขียน ก็มีตำแหน่ง planner เพิ่มเข้ามา โดย CEO เป็นผู้อนุมัติเท่านั้น
ตัวอย่างองค์กรที่ใช้วิชาสำนักนี้ก็คือ GE ในยุคก่อน Jack Welch จะเข้ามารับไม้ต่อ (ซึ่ง Welch เข้ามาแล้วก็รื้อทิ้งทั้งหมด) เคยอ่านตลกฝรั่งว่าช่วงบริษัทญี่ปุ่นบุก ผู้บริหารฝรั่งถึงกับกลัวข่าวลือที่ว่าบริษัทญี่ปุ่นวางแผนล่วงหน้า 20 ปีเสร็จเรียบร้อยแล้ว น่าจะเป็นตัวแทนของมุมมองคนในยุคนั้นต่อวิธีการวางแผนแบบ Planning School คือวางแผนล่วงหน้านานๆ รายละเอียดเยอะๆ ได้เป็นอย่างดี

คำวิจารณ์
  • การวางแผนระยะยาว ส่งผลให้ไม่พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง (โดยเค้าถือว่า long term planning นั้น > 2 ปีขึ้นไป)
  • นักวางแผนเปรียบเสมือนคนบนหอคอยงาช้าง ไม่เข้าใจผู้ลงมือปฏิบัติจริง อันนี้ต้องย้อนกลับไปยังแนวคิดของ Planning School ที่ว่านักวางแผนจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากคนที่อยู่หน้างาน โดยข้อมูลจะไหลขึ้นมาตามลำดับชั้นการบังคับบัญชาเอง ซึ่งเราก็รู้ว่าในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ เพราะ communication นั้น ineffient มาก (ปัจจุบันก็พอเอาระบบ IT มาช่วยอุดช่องโหว่ตรงนี้ได้ "บ้าง" เช่น พนักงานผู้น้อยอาจส่งอีเมลนิรนามไปให้ CEO ได้ เป็นต้น)
  • นักวางแผนจะประเมินข้อมูลจาก hard data (ยอดขาย ตัวเลขต่างๆ ฯลฯ) เท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมดที่เราใช้วิเคราะห์ สมมติว่าพนักงานมันเกลียดขี้หน้ากันก็ต้องสังเกตเอง ไม่มีใน hard data
  • วิธีการสร้างแผนนั้นไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เสมือนเป็น blackbox ของ planner ที่ใส่ input เข้าไปแล้วได้ strategy ออกมา ถ้าให้ planner 2 ทีมมาสร้างแผนพร้อมกัน แผนที่ได้ไม่มีทางออกมาใกล้กัน
แบบสรุปๆ ก็คือ Planning School ไม่มีใครใช้แล้ว เรียนไว้เป็นพื้นเช่นเคย

1 comment:

summer said...

แค่อ่านจากที่ mk แปลมาลงที่นี่ ก็สนุกสนานแล้ว และตอนนี้กำลังอยากได้อะไรทำนองนี้อยู่พอดี mk ลงครบสิบสำนักแล้ว คงต้องไปหาต้นฉบับมาอ่านทวนอีกรอบ :D