09 June 2007

Radical Transparency

อ่าน The See-Through CEO (cover story ของ Wired ฉบับ April 2007) ว่าด้วยแนวคิดใหม่เรื่อง online reputation โดยใช้วิธี radical transparency (เปิดเผยทุกอย่าง)

ในโลกปกติ ถึงแม้เราจะเรียกร้องหาความสมานฉันท์ เอ้ย ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจกันมากแค่ไหน เราก็ยังเจอข้อจำกัดว่าความลับที่ sensitive (ในมุมของใคร?) ต้องเก็บรักษาไว้อย่างดู ถึงเราจะมี พรบ. เปิดเผยข้อมูลหน่วยงานราชการ แต่ราชการอาจปฏิเสธง่ายๆ ด้วยสาเหตุว่า "ความมั่นคง"

แนวคิด radical transparency เป็นการคิดมุมกลับ โดยมีพื้นฐานว่า ถ้าเปิดเผยทุกสิ่ง เราจะได้คนหมู่มากมาเป็นพวก (เปิดเผย->รู้สึกว่าจริงใจ) วิธีนี้จะกลับมุมคิดกับหลัก PR แบบเดิม (กลบเรื่องร้ายๆ ไปซุกไว้ใต้พรม) กลายมาเป็นการทำให้เรื่องร้ายๆ สำคัญน้อยลง ถ้ามีเรื่องดีๆ เยอะกว่า (วัดจากค่าเฉลี่ย)

นอกเรื่องนิด: ผมเคยฟังคุณ keng.com พูดในงาน Blogger Business ว่าเขาเตือนให้บริษัทที่อยากมี blog เพื่อประชาสัมพันธ์นั้น ห้ามให้ฝ่าย PR เป็นคนทำเด็ดขาด (เพราะ PR มีระบบ logic แบบเก่าที่เป็นผลลบต่อ online PR)

ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง radical transparency ที่สุดคงไม่พ้นนักพัฒนาโอเพนซอร์ส เนื่องจากถูกบังคับโดยกฎเกณฑ์ทางสังคมอยู่แล้วว่า การตัดสินใจประเด็นต่างๆ ควรอยู่บน public mailing list ทั้งหมด (ทุกวันนี้ทาง Mozilla Foundation ยังตอบคำถามได้ไม่เต็มปากว่าได้เงินจาก Google มาเท่าไร)

เคสที่ Wired ยกมาคือเคสของ Southwest ที่ CEO ออกมาขอโทษลูกค้าโดยทำวิดีโอไปบน YouTube และอาศัยการแพร่กระจายตัวแบบปากต่อปากและ social network ช่วยกระพือ ซึ่งในภาพรวมจะดูจริงใจกว่าการผ่านสื่อแบบเดิมๆ เยอะมาก

เราพอจะสรุปแนวคิดสำคัญของ online reputation ได้ดังนี้
  • Blog (+สื่อใหม่อื่นๆ) ให้ความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนม และ free style มากกว่าสื่อแบบเดิม (โฆษณา นสพ./tv)
  • การกระจายข้อมูลด้วย buzz word, social network ทางข่าวสาร (เช่น digg) กำลังจะมีประสิทธิผลแซงสื่อแบบเดิม อย่างน้อยก็กับ netizen ที่ออนไลน์มากกว่าดูทีวี
  • การทำตัวให้โปร่งใส เข้าถึงได้ ไม่ว่าจะยุคไหนก็เป็นเรื่องดีเสมอ
    • การทำตัวโปร่งใสสุดยอด อาจเป็นเรื่องดีกว่าที่คิด
      • ไอ้โปร่งใสสุดยอดที่ว่า มันอาจเป็นการจัดตั้งให้ดูโปร่งใสสุดยอดก็ได้
  • สรุปว่าในภาพรวม กฎของเกม PR กำลังเปลี่ยน
คำถามที่น่าคิดต่อคือ เราสามารถใช้กรรมวิธีของ radical transparency มาบีบให้ตัวองค์กรเองมี good governance มากขึ้นได้เพียงไร เพราะว่าถ้ามีผู้จับตาดูเยอะขึ้น (และผู้จับตาดูเหล่านี้, ลูกค้า, ให้คุณให้โทษทางธุรกิจมากกว่า SEC เยอะ) เราก็ต้องพยายามทำตัวให้สะอาดมากยิ่งขึ้น

No comments: