22 April 2006

Art of Invitation

งาน Blognone Tech Day คนเยอะผิดคาด (แปลว่าประสบความสำเร็จ)​บ่งชี้ชัดเจนว่า ถ้าหัวข้อดีจริง ต่อให้ไม่เลี้ยงน้ำเลี้ยงขนม ตึกไกลไปยาก คนมันก็ยังดั้นด้นไปได้เอง

หัวข้อดีก็มาจากเหตุผลหลายอย่าง เชื่อว่าตัวเองมี test ที่ดีในระดับนึง แต่สิ่งสำคัญคือตัวคนพูดเองซะเยอะ คนพูดอย่างคุณโดมดึงดูดคนอยู่แล้ว

ผมไม่เชื่อตัวเองเหมือนกันว่าสามารถชวนคนพูดมาได้เยอะขนาดนี้ ตอนชวนก็ชวนไปเรื่อย ดันตอบรับมาหมด เลยต้องมาพิจารณาว่าทำไมคนพูดถึงมาเยอะอย่างงั้น ทั้งๆ ที่ไม่มีค่าตอบแทน แถมมาไกลด้วย มาได้เวลาคนละแป๊บเดียวอีกตะหาก
  1. คนที่ชวนรู้จักกันในระดับนึง: ถึงไม่เคยเจอหน้า ก็เคยเห็นชื่อกันมาบ้างตามสมควร ต่างกับกรณีเชิญวิทยากรงานสัมนาที่เรามักเชิญคนไม่รู้จัก
  2. งานไม่มี hidden agenda: คือไม่เก็บตัง ไม่มี commercial คนมาก็สบายใจ
  3. มีสิ่งตอบแทนที่ดีกว่าเงิน:
  • หลายคนเป็น hacker ซึ่งความสนุกสำคัญกว่าเงิน
  • หลายคนเป็นเจ้าของกิจการ มา recruit ซึ่งเป็นโอกาสทอง
  • ไม่ว่าจะเป็นใคร มันเป็นการประชาสัมพันธ์บริษัท/สร้างชื่อให้ตัวเอง

18 April 2006

Company Idea

So much of what we call management consists in making it difficult for people to work.
Peter Drucker
เกิดอาการรำคาญ Overhead ในการทำงาน พอระบบมันซับซ้อนเข้า เริ่มมีความไม่เข้าท่าเพิ่มเข้ามาในระบบขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาที่ต้องคิดคือ เราจะจัดการยังไงให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง เช่นที่หมดไปกับความเบื่อหน่าย หรือเวลาที่ต้องทำเรื่องเพิ่มเติมอย่างการประชุม ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยที่การประสานงานยังคงดีอยู่มากๆ

ถ้าผมจะเปิดบริษัทที่คนอย่างผมเองทำงานแล้วไม่รำคาญ ไม่หงุดหงิด ไม่ลดประสิทธิภาพการทำงาน...

จะทำยังไงดี?

11 April 2006

Confidence

วันนี้ไปประชุมมา ได้บทเรียนในเรื่องนี้มาก เนื่องจากนั่งอยู่ดีๆ อ. ทวีศักดิ์ (ผอ. Nectec) ดันมานั่งข้างๆ

ปรากฎว่า อ. แกไล่บี้ออแกไนเซอร์ซะจน ในขณะที่เราซึ่งเห็นข้อบกพร่องในจุดเดียวกัน นั่งเกรงใจกลัวออแกไนเซอร์น้อยใจ

การเป็นเบอร์ 1 ขององค์กร หน้าที่สำคัญคือรักษาผลประโยชน์ขององค์กร และเบอร์ 1 ขององค์กรต้องมั่นใจในความคิดของตัวเอง เพราะทุกคนที่อยู่ข้างใต้นั้นเอาคุณเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว คาดหวังว่าสิ่งที่คุณพูดจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่ไม่มีวันผิดเสมอ

บทเรียนๆ

09 April 2006

Get Fugitive Campaign

ตอนเช้าถ้าขี้เกียจฟังเพลงไทย จะฟัง Get 102.5 เพราะชอบคุณสาลินี ปันยารชุนที่จัดรายการ Get Diva ตอนเช้า

ตอนนี้ Get กำลังจัดแคมเปญ Get Fugitive อยู่ ฟังไอเดียแล้วร้ายมาก

กติกามีอยู่ว่าแต่ละวัน Mr.Fugitive จะไปเดินเตร่ตามสถานที่คนพลุกพล่านในกรุงเทพ และโทรเข้ามาบอกในรายการ ใบ้ว่าเค้าอยู่ที่ไหน จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของคนฟัง จะต้องคิดสถานที่นั้น แล้วเดินเข้าไปถามคนแถวนั้นว่า คุณคือ Get Fugitive รึเปล่า ถ้าใช่ก็ได้ตังไปหลายหมื่น

ที่สุดยอดคือมีเป็น viral marketing ชั้นยอด

ลองกะปริมาณคนฟัง Get กับปริมาณสถานที่คนเยอะในกรุงเทพ ในเมื่อ Mr.Fugitive มีคนเดียว โอกาสถูกมันน้อยมาก แต่ขณะเดียวกันลองคิดปริมาณคำถาม "คุณใช่ Get Fugitive" ที่เกิดขึ้น ว่าจะมีกี่ครั้ง

ทุกคำถามที่คนพูดออกไป คนฟังคำถาม (ที่ไม่ใช่ Fugitive) ย่อมสงสัยว่า มันทำอะไรกัน และแน่นอนมันต้องจบลงด้วยบทสนทนาที่ว่า "อะไรเหรอคะ" "อ๋อ เป็นเกมของ Get น่ะครับ" ทำนองนี้ ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือ คนที่ถูกถามจำนวนหนึ่ง (30-50%) จะกลับบ้านไปฟัง Get ในวันต่อไป และร่วมเล่นเกมนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

เป็นการประชาสัมพันธ์ Get แบบที่มีประสิทธิภาพมาก

ที่มีประสิทธิภาพเพราะว่าสถานที่ที่ Mr.Fugitive ไปนั้น มักเป็นห้างหรือสถานที่ที่วัยรุ่นเดิน ซึ่งตรงกลุ่มเป้าหมายพอดีเด๊ะ แถมกลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นคนออกไปถามนั้น ก็เป็นวัยรุ่นที่มีความ "กล้า" ที่จะถามอยู่แล้ว

07 April 2006

Headquarter

เผอิญทำงานอยู่ที่ headquarter ขององค์กรใหญ่ เป็นองค์กรที่สวัสดิการดี มีรายการทีวีภายในของตัวเอง มีแคมป์สอนฟุตบอล กีฬานานาชาติ สปอร์ตคอมเพลกซ์ เยอะแยะ

แต่ปรากฎว่ามันมีเฉพาะที่ headquarter เท่านั้น คนของสาขาย่อยเป็นพันทั่วประเทศแทบไม่ได้ใช้เลย

จุดนี้ก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาระหว่างพนักงานของแต่ละที่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลยสำหรับองค์กร เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับองค์กรสาขาเยอะๆ

Headperson

จำได้ว่าสมัยเรียน ครูใหญ่หรือ ผอ. จะน่าเกรงขามที่สุด (ทั้งๆ ที่เอาจริงแล้วเราแทบไม่ได้คุยกับ ผอ. เลย) เวลาเดินไปเจอตามทางเดิน จะรู้สึกตัวลีบ หวัดดีแล้วรีบๆ หลบไปให้พ้นหน้า ทั้งๆ ที่เวลาเจอครูอื่นหรือผู้ช่วย ผอ. ก็จะไม่ค่อยรู้สึกเท่าไร

ตอนนี้มาทำงาน เจอประธานบอร์ดทีไรก็ยังแหยงๆ กลัวๆ ตัวลีบ คิดว่าคนอื่น องค์กรอื่นก็น่าจะเป็นเหมือนกัน

เลยมานั่งนึกว่า บทบาทของ head ที่สุดขององค์กร ควรทำตัวอย่างไรเพื่อให้ลูกน้องทั้งหมดไม่แหยง

คำตอบก็คงเป็นทำตัวให้ผ่อนคลาย ตลก ใกล้ชิด ในขณะเดียวกันก็คงต้องให้ลูกน้องนิยมชมชื่น ขายชีวิตให้

การเป็นหัวหน้านี่มันก็เป็นศิลปะเหมือนกันเนอะ

03 April 2006

Blognone as a Virtual Corporate

Blognone มีข้อดีนอกจากจะสนอง need ส่วนตัวแล้ว ยังเป็นสนามทดลองหรือ Virtual Corporate ที่ดีแห่งหนึ่ง เปิดมาจะสองปีก็ได้อะไรหลายอย่าง เอามาใช้กับ just company (ชื่อชั่วคราว)

General Management
  • สภาพแวดล้อมเป็นการทำงานแบบ Virtual อย่างแท้จริง การตัดสินใจทุกอย่างไม่ว่าเล็กใหญ่ เป็น internet-based เอามาประยุกต์ใช้กับบริษัทยุคหน้าได้
  • ระบบตัวตายตัวแทน - มีหุ้นส่วนหลักสองคน ถ้าใครไม่อยู่อีกคนนึงต้องอยู่ เป็นหลักเกณฑ์ง่ายๆ ซึ่งเคยพิสูจน์มาแล้วว่าไปตจว. คู่กัน ข่าวหายไปสามวัน ตอนนี้มันหายไปไม่เป็นไร แต่ในสภาพแวดล้อมจริงไม่ได้แน่
  • พึ่งตัวเองให้มากที่สุด - ในเมื่อลงระบบเองได้ เขียนแก้เองได้ สร้างธีมได้ ก็ทำเองให้หมด มีข้อดีคือ 1.) ได้ดั่งใจ 2.) เร็ว
  • Outsource งานที่ไม่ถนัด - กรณีเสื้อนี่ตัวอย่างดีมาก ยกหน้าที่ให้กับชุมชนแล้วหยั่งเสียง ยกการทำเสื้อให้คนเชี่ยวชาญข้างนอก (ไอ้แอน) เป็นต้น
Design
  • ส่วนแรกของเว็บที่เปิดมาเจอเลยไม่ต้อง scroll ลง มีค่าดั่งทองนพเก้า
Margeting
  • สอนให้รู้ว่าถ้า product ดีและเจาะตลาดถูก จะมีโอกาสเสมอ - เราเชื่อว่า product (ข่าว) เราดี และมีตลาดอยู่ (geek ในประเทศ)​ถึงจะไม่เปรี้ยงปร้างแต่ยอดคนเข้าขนาดนี้ก็ดีใจ
  • buzz market - แคมเปญ Spread Blognone ประสบความสำเร็จมาก วัดจาก URL Referer ที่กลับเข้ามาจากลิงก์ใน Blogroll ต่างๆ
  • มีกิจกรรมสม่ำเสมอ - ทำให้ไม่เบื่อ ลองเล่นไปเรื่อย
  • เท่ ตลก และเป็นมิตร - Cool Factor เป็นปัจจัยสำคัญมากของวงการไอที, ตลกทำให้เข้าถึงง่าย และส่งผลต่อเนื่องไปยังคำว่าเป็นมิตร (ต่อไปยังข้อ Community)
growth management
  • สอนว่าในแต่ละระยะของ lifecycle จำเป็นต้องใช้วิธีที่ต่างกัน ในช่วงแรกที่ยังเล็กๆ สามารถทำมือได้ แต่เมื่อโตในระดับนึงแล้ว ก็ต้องหาวิธีที่ sustain ถ้าเป็นรูปบริษัทก็จ่ายเงินให้ถูก ส่วนของเราก็พึ่ง community ให้มากขึ้น
QA
  • การรักษาคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับการสร้างตลาด - เมื่อคนเข้าเพราะของดี เราก็ต้องรักษาคุณภาพเพื่อรักษาลูกค้าไว้ กฎการค้าง่ายๆ ที่ว่าลูกค้าเดิมรักษาง่ายกว่าหาลูกค้าใหม่ เอามาใช้ได้ชัดๆ
Risk Management
  • เพราะไม่มีเงินเข้ามายุ่ง ดังนั้นเราจึงลองอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ได้มากโดยไม่ต้องกลัวเฟล ที่มีก็หลายอันอย่างเช่น blog award ที่แป๊กมากๆ ส่วนเสื้อนี่ประสบความสำเร็จกว่าที่คิด ก็นับว่าถูกต้องตามตำราที่รุกเร็ว ล้มเร็ว ฟื้นเร็ว
Crisis Handling
  • ตรงนี้ยังทำได้ไม่นัก อย่างเช่นตอนเว็บล่ม หรือ bandwidth exceed เราไม่ได้มีมาตรการรองรับฉุกเฉินเลย
Community
  • ลูกค้ากับ Community เป็นคำเดียวกัน Blognone อยู่ได้ด้วย Community ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการที่บริษัทยุคใหม่ง้อลูกค้ามากๆ การเป็นส่วนหนึ่งของ Commune และรู้ว่า Commune อยากได้อะไร ก็ทำให้เรามุ่งไปในทางนั้นได้มากขึ้น
  • การรู้จักคนมากๆ ก็ช่วยได้มากๆ ดูได้จาก Tech Day ที่คนมาช่วยเยอะมาก
  • Community ต้องสร้างจาก bottom-up และต้องใช้เวลา
Negotiating Art
  • การเจรจาโดยที่เราถือไพ่เหนือกว่าในมือ (เค้าต้องง้อเรา)​จะดีกับเราเสมอ
Strength
สรุปจุดขายของ Blognone
  • เร็ว --> มาอ่านที่นี่เป็นที่แรก
  • สั้น + อ่านเข้าใจง่าย --> ส่งผลให้ return rate สูง
  • มีอุดมการณ์ --> เช่น สนับสนุน standard/copyright
  • สนุก --> มาจาก bias + humour
Weekness
  • Mainstream PR ยังแย่อยู่
  • การบริหารรายได้ ให้อยู่ด้วยตัวเองได้ (ยังทำไม่ได้) ใช้ระบบสหกรณ์แบบ aday?
  • การรับประกันระบบเมื่อมีปัญหาทางเทคนิค
  • การหาคนเขียนแบบยั่งยืน
  • ความหลากหลายของเนื้อหา (เริ่มดีขึ้นในช่วงหลัง)
Brand Building
  • ตอนนี้ brand เริ่มติดตลาดในฐานะ 100% pure geek site ก็คงต้องมุ่งแนวทางนี้ต่อไป แต่ออกไปสู่สื่อ mainstream มากขึ้นกว่าเดิม