27 December 2006

The World is Flat

คนอเมริกัน คุยกับคนอินเดียเรื่อง outsourcing
คนอเมริกัน: Yes, but you can't serve me a steak.
คนอินเดีย: True, but I can take the reservation for your table sitting anywhere in the world.
อ่านได้ 20 หน้าละ สนุกดี คนเขียนเก่ง

15 December 2006

Credit Card Market

ปวดท้องขึ้นมาเลยหนีบกรุงเทพธุรกิจเข้าห้องน้ำไปด้วย เค้ามีตารางเทียบยอดบัตรเครดิต ตามข้อมูลของแบงก์ชาติพอดี (ตุลา 2006)
  • ใช้จ่ายต่างประเทศ 2,485 ล้าน
  • ใช้จ่ายในประเทศ 47,215 ล้าน
  • เบิกใช้เงินสดล่วงหน้า 65,464 ล้าน
  • ยอดสินเชื่อบัตรคงค้าง 163,159 ล้าน
ไม่มีพื้นการเงินเลย วิเคราะห์แบบมั่วๆ
  • ต่างประเทศคิดเป็น 5% ของยอดในประเทศ ถือว่าเยอะในความคิดตัวเอง
  • ปกติใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวกอย่างเดียว ไม่มีหนี้อยู่แล้ว แต่พอมาเห็นยอดสินเชื่อ ก็น่ากลัวกับอนาคตประเทศเหมือนกัน

Micro Multinational

อ่าน Business.com ฉบับเดือน Aug 2006 มีพูดถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า Micro Multinational
เมือการทำงานในเมืองที่แสนร้อนกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ Ivko Maksimovic หนุ่มชาวเซอร์เบียคนนี้ก็มุ่งหน้าไปสู่สาธารณรัฐโดมินิกันกับชายหาดที่แสนสบาย เข้าเพียงเตรียมยากันยุง หมวก และน้ำดื่มไปด้วยเท่านั้น

แต่เหนืออื่นใดเข้าเตรียมปลั๊กไฟคอมพิวเตอร์ แบตเตอรี่สำรอง ฮาร์ดดิสก์ขนาด 160GB และการ์ด EVDO เพื่อเชื่อมต่อกับบริการ 3G สุดท้ายคือเครื่องโน้ตบุ๊ค ThinkPad พร้อมด้วยชุดเฮดโฟน Skype และกุญแจที่จะล็อกและแขวนกระเป่าไว้กับต้นไม้ได้เมื่อเขาต้องการว่ายน้ำ
มันคือบริษัทขนาดเล็ก ที่จ้าง expert ที่สุดเท่าที่หาได้โดยไม่จำกัดชาติ จากนั้นทำงานร่วมกันผ่านอินเทอร์เน็ต สาเหตุก็เป็นเพราะเศรษฐฏิจไม่ดี เงินที่ Venture Capital จ่ายให้ลดลงมาก (จากหลัก $100M เหลือ $20M) ทำให้ต้องจ้างแรงงานราคาถูกกว่าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ไอเดียนี้เป็นการทำงานในฝันของทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่ในโลกความเป้นจริง เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร
  • ภาษา วัฒนธรรม และการสื่อสาร
  • ความรับผิดชอบของเพื่อนร่วมงาน
Wired ก็เขียนถึง

12 December 2006

The Company of Three

ทำงานมาได้ซักพัก เริ่มดัก pattern ของการสร้างกิจการได้ว่า core group ต้องประกอบด้วย 3 คน 3 แบบ ลองเปรียบเทียบกับบริษัทดังๆ ใน Silicon Valley ก็ได้
  1. ลูกพี่ - เป็นคนที่รู้จริงที่สุดว่าบริษัทควรจะมุ่งไปในทางไหน มีทักษะทางเทคนิคพอจะแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ต้องมีความสามารถในการผลักดันคนไปในทางที่ต้องการได้เก่งมากๆ ตัวอย่าง:
    • Microsoft - Bill Gates
    • Apple - Steve Jobs
    • Netscape - Marc Andressen
    • Google - Larry Page
  2. ช่างเทคนิค - ด้านเทคนิคต้องระดับเทพ สำคัญว่าต้องเทพจริง ชนิดคู่แข่งทำตามไม่ได้ก็พอ ที่เหลือปล่อยให้ลูกพี่จัดการให้ได้
    • Microsoft - Paul Allen
    • Apple - Steve Wozniak
    • Netscape - Eric Bina
    • Google - Sergey Brin
  3. ผู้จัดการ - ระหว่างที่ลูกพี่คอยไปบู๊กับคนข้างนอก และทำงานแบบ macro management ก็ต้องมีแม่บ้านคอยดูแลกิจการภายในให้ ทำงานแบบ micro management มีบุคคลิกเป็นนักประสานสิบทิศ
    • Microsoft - Steve Ballmer
    • Apple - CEO ต่างๆ (มีหลายคน)
    • Netscape - Jim Clark (คนละคนกับ James Clark)
    • Google - Eric Schmidt
พบว่าในบรรดาคนที่รู้จัก หาแบบ (3) ได้ยากมากๆ และใช่ว่าหาเจอแล้วจะเอาเค้ามาทำงานด้วยได้ การสร้างกิจการมักเริ่มจาก (1)+(2) แต่การเจริญเติบโตของกิจการนั้น (3) กลับเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด

คนเราอาจไม่จำเป็นต้องมีบุคลิกแบบหนึ่งแบบใดอย่างเดียวเสมอไป มีผสมๆ กันได้ กรณี Blognone Enterprise นั้น ผมมี (1) มากกว่า (2) ส่วนลิ่วมี (2) มากกว่า (1) แต่ยังไงก็ตาม ไม่มี (3) อยู่ดีล่ะว่ะ

รับสมัครครับ

20 November 2006

Multithread

รมต.สิทธิชัยทำเอาวุ่นวายมาก เพราะเล่นโยนระเบิด (ที่เด้งกลับมากระทรวง ICT) อย่างน้อยๆ ก็ 3 เรื่องพร้อมกัน
  1. Open Source
  2. พรบ. ความผิดทางคอมพิวเตอร์
  3. การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต (ต่อจากเคสของ ม. เที่ยงคืน)
2 กับ 3 ดูจะคล้ายกัน แต่มันไม่เรื่องเดียวกันซะทั้งหมด (พรบ. มีส่วนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเซ็นเซอร์)

เผอิญว่ามีเอี่ยวในภาคประชาชนทั้ง 3 กรณี
  1. Open Source - Open Letter ที่ Blognone
  2. เรื่องความตื่นตัวของประชาชนต่อ พรบ. นี้ - ทางสมาคมเว็บมาสเตอร์ (คุณปรเมศวร์) ลุยอยู่บ้าง แต่ก็ยังขาดอีกเยอะ
  3. กลุ่ม FACThai
ผมประสบปัญหาว่า เมื่อหัวสมอง concentrate ไปเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (ในที่นี้คือ Open Source) ผมไม่สามารถแยกสมาธิไปทำเรื่องอื่นๆ ที่เหลือได้ งานนี้ทั้งสามเรื่องเกิดกรณีขึ้นพร้อมกัน ผมจึงไม่มีทางเลือกนอกจากทำซักทางให้ดี ดีกว่าจับทั้งสามงานแบบมั่วๆ

เมื่อได้เจอประสบการณ์ตรงแบบนี้ เลยยิ่งประทับใจบรรดาผู้บริหารทั้งหลาย ที่สามารถทำงานแบบ multitasking ได้ เช่น ประชุม 4 เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยติดกันได้ และยังบังคับตัวเองให้ concentrate กับทุกประชุม (เพราะสำคัญทั้งหมด)

เส้นทางอีกยาวไกลนัก

03 November 2006

Reengineering-Oriented Organization

ถ้าการเจริญเติบโตขององค์กร ก่อให้เกิดความเฉื่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนต้องมา reengineering ใหม่เสมอๆ

เราสามารถออกแบบองค์กร (อย่างน้อยก็วัฒนธรรมองค์กร) ที่มุ่งจะ reengineering ตัวเองเป็นเป้าหมายหลัก (แทนผลกำไร) ได้หรือเปล่า?

P.S. เคยเขียนไปทีไม่รู้แถวไหน ถึงแนวคิดคล้ายๆ กันนี้ แต่เป็น Support-Oriented Software (ซอฟต์แวร์ที่ดีไซน์เพือความง่ายในการ support เป็นหลัก)

Google's Way

ช่วงนี้อ่านบทความวิเคราะห์ด้านธุรกิจของ Google หลายเรื่อง จดไว้ ในนี้มี "วิธีคิด" หลายๆ อย่างของ Google ซึ่งก็ไม่รู้จะนำมาใช้ได้จริงหรือเปล่า
  • How Google Wins By Losing - นอกจาก Search แล้ว ผลิตภัณฑ์อื่นของ Google ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่เราอาจมองได้ว่านั่นเ็ป็นการสร้างข่าว เพื่อให้ได้ผลกลับมาเป็นคนใช้ Google Search ที่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า และคำถามก็คือจำนวนคนใช้ Google Search อาจจะดีกว่าจำนวนคนใช้ product อื่นๆ ก็ได้ (เพราะว่าได้ ad)
  • What is Google's second act? - คล้ายๆ กับอันแรก คือนอกจาก Search แล้ว ผลิตภัณฑ์อื่นไม่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่มองประเด็นแฝงเหมือนอันแรก
  • Google’s Internal Company Goals - เป้าหมายของ Google ในปีหน้า คงให้ข้อคิดเรื่องว่าอะไรที่ Google อยากเป็น จะเห็นว่าจุดหมายหลักคือการเพิ่ม strength ในเรื่องที่ตัวเองแข็งแกร่งอยู่แล้วให้มากขึ้น เช่น เพิ่มยอด ad, ให้บริการของ google อยู่ทุกหนทุกแห่ง
  • Chaos by design - อันนี้ยังอ่านไม่จบแต่น่าสนใจมาก (มันยาว) ใจความหลักก็คือ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในบริษัท เสียเงินเป็นหลักล้านเหรียญ อาจจะเป็นสิ่งที่ Google (อย่างน้อยก็ Larry Page) ต้องการ (อ่านย่อหน้าที่สาม โดยเฉพาะ quote ของ Page) เพราะว่ามันจะช่วยสร้างวัฒนธรรม "กล้าเสี่ยง" ให้กับองค์กร ซึ่งอาจมีผลถึงการอยู่รอดขององค์กรในระยะยาวได้
อ่านสามสี่อันนี้แล้วคิดว่าการบริหารงานภายในของ Google เองใช้แนวคิดใหม่มากๆ หลายอย่าง สาเหตุที่เป็นอย่างงี้คงเป็นเพราะ
  1. วัยของคนในนั้นมันไม่เยอะ (Marissa Mayer อายุแค่ 31)
  2. มีเงิน (และเงินสด) พอเพียงที่จะทดลองแบบหว่านๆ อย่างนี้ได้
ในเมื่อเราไม่(มีวัน)มีเงินเท่า Google แต่สิ่งที่เรามีได้คือเรื่องของวัย วิธีที่ประหยัดก็คือลอก Best Practice ของ Google มันมาซะ

07 October 2006

Thailand Silicon Valley

อ่านบทความของ Paul Graham 2 ชิ้น ยาวหน่อยแต่สนุกดี

How to be Silicon Valley
ว่าด้วยปัจจัยที่ทำให้ Silicon Valley (ในแง่ Startup Company Hub) เกิดขึ้นมาได้ และแนะนำว่าถ้าเมืองอื่นๆ ในสหรัฐอยากสร้าง Silicon Valley 2 ขึ้นมาบ้างต้องทำยังไง

Why Startups Condense In America
เป็นตอนต่อ ขยายสเกลเพิ่มขึ้นว่าทำไม Silicon Valley 2 จึงไม่เกิดในประเทศอย่าง India, Japan, China หรือแม้แต่ Singapore

สำหรับประเทศไทยตัดปัญหาเลือกเมืองในบทความแรกไปได้เลย (กรุงเทพสถานเดียว) ส่วนโจทย์จากบทความที่ 2 ที่คิดว่าสำคัญมี 2 ประเด็น
  1. ประเทศไทยไม่มี Venture Capital (ข้อ 9) เป้นเรื่องเป็นราว ถ้า startup หน้าใหม่ที่ไม่มีเครดิต จะขอกู้ธนาคารก็ต้องคิดหนักหน่อย โอกาสเจ๊งสูง
  2. ภาษาอังกฤษ (ไม่มีใน list) เป็นอะไรที่สำคัญมากและคนสาย technical บ้านเราขาด ตรงนี้มันจะส่งผลกระทบสูงเวลาโกอินเตอร์ กับตอนทำงานกับคนต่างชาติ (ข้อ 1)
เสริมนิดว่าข้อ 1 Immigration เคยคุยกับฝรั่งที่ SIPA พบว่าการสนับสนุนคนต่างชาติมาทำงานในประเทศ (แรงงานมีความรู้แบบ programmer) ห่วยแตกสุดๆ ไปเลย

คิดว่าปัจจัยด้าน University บ้านเราก็ไม่ด้อย เพียงแต่ทำอย่างไรให้ startup ที่อยู่ใน University ออกมาพบนายทุนที่ "จริงใจ" และเชี่ยวชาญธุรกิจ ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงเป็น recruit โปรแกรมเมอร์ราคาถูกแบบที่ อ. มะนาวเคยว่าไว้

06 October 2006

Promote

"ที่นี่เราไม่โปรโมทคนเพราะแก่ ความแก่เป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นปัญหาส่วนตัวของคุณ บริษัทไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย"

CEO ท่านหนึ่ง บ. อยู่ใน SET
(คำพูดนี้ฟังมาตรงๆ อาจไม่ตรงเป๊ะ แต่ประมาณนี้แหละ)

17 September 2006

Corporate Culture: Anti-Corporate


Google เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในการสร้างแบรนด์และวัฒนธรรมองค์กรที่
  1. คนไม่เกลียด
  2. เข้าถึงง่าย แต่ยังดูเป็นมืออาชีพ
จากลิงก์ข้างต้น ชอบ
  • การสร้าง code of conduct อย่างสั้นๆ ที่จำขึ้นใจ (Don't Be Evil) ซึ่งประสบความสำเร็จกว่า code of conduct ยาวเป็นหน้า แต่แปะไว้ข้างฝาเฉยๆ
  • You can be serious without a suit.
(เขียนไม่ดีเลยว่ะ เรียบเรียงความคิดไม่ได้ เอาว่าอ่านรู้เรื่องก็ละกันนะ ขี้เกียจเขียนใหม่ละ)

10 September 2006

Undocumented Office

สมมติว่าจะเปิดบริษัทตอนนี้ จะมี solution ทาง IT อะไรบ้าง ที่ทำให้บริษัทของเราไม่ต้องใช้กระดาษในการสั่งงาน

มันเป็นอุดมคติของบริษัทมานานเป็นสิบๆ ปี มีบริษัทที่ทำได้จริงหรือเปล่า?

ไม่เคยอยู่ บ. ที่ใช้ Notes ไม่รู้เค้าทำงานกันยังไง และก็ไม่รู้ว่าพวก OpenGroupware จะทดแทนได้ระดับไหน

30 August 2006

Call Center

อ่าน Bangkok Post Database น่าสนใจ จดเก็บไว้

เค้าบอกว่าบริษัทที่ลูกค้ารอไม่นานเวลาโทรเข้าไป Call Center มีแนวโน้มจะได้ดำเนินธุรกิจเยอะกว่า แถมบางส่วนบอกว่าถึงแม้ราคาจะแพงกว่านิดหน่อย แต่ถ้าโทรแล้วรับเลยปั๊บ ไม่ต้องรอ ก็ยินดีจะจ่ายเงินซื้อของยี่ห้อนี้

ไอเดียเรื่อง Call Center ก้าวไกลไปถึง IM และ VoIP อันนี้น่าสนใจ ต้องไปดูว่าเค้าทำอย่างไร

ส่วนที่เป็นความเห็นส่วนตัวเพิ่มเติม ก็คือ Call Center ทำหน้าที่เป็น "ฝ่ายรับ" ขององค์กร เหมือนเป็นโกลฟุตบอลคือรับลูกให้เก่งๆ เป็นพอ ไม่ต้องสะเออะทำหน้าที่ศูนย์หน้า (ประเภทโทรมาขอแนะนำบริการใหม่ๆ - น่ารำคาญ) มันจะพลอยตายยกทีม

ถ้าลูกค้ามีปัญหา เค้าจะโทรมาเอง แต่ถ้ามีบริการใหม่อยากแนะนำ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่โทรศัพท์

20 August 2006

Charming

อ่าน comment คุณ veer แล้วน่าสนใจมาก
ผมนึกข้อดีของ DELL ไม่ออก ถึงเท่าที่ใช้มามันก็ไม่ได้เลวร้ายก็ตาม
แต่ก็นึกไม่ออกว่าใครจะเป็นแฟน DELL
Dell เป็นบริษัทพีซียอดขายอันดับหนึ่ง ลงตำราบริหารแทบจะทุกเล่ม แต่เอาเข้าจริงแล้ว ไม่มีใครเป็นแฟน Dell

ตรงข้ามกับบริษัทเล็กๆ ส่วนแบ่งตลาดนิดเดียวอย่าง Apple ที่ก่อให้เกิดแฟนระดับ Zealot มากมาย (ตูมีประสบการณ์ Counter-Zealot เยอะ)

มันต่างกันที่ตรงไหน? "สเน่ห์" ขององค์กร?

ทำอย่างไรเราจึงจะสร้างองค์กรที่มีสเน่ห์ได้? ให้ความฝันแทนที่จะเป็นความคุ้มค่า? สามารถให้ทั้งสองอย่างพร้อมกันได้หรือไม่?

12 August 2006

คน

วันนี้นั่งรถเพื่อนกลับบ้านนอก มีเพื่อนสองคน คุยกันเรื่องวัฒนธรรมองค์กรของที่ทำงานที่แตกต่างกัน คิดว่าเอ่ยชื่อบริษัทได้ เพราะไม่เสียหายอะไร

เพื่อนสาวคนแรกทำอยู่เครือปูน หล่อนบอกว่าเครือปูนดูแลคนของตัวเองเป็นอย่างดี (มาก) ก่อนเข้าทำงานจะต้องไปเข้าค่าย (มีเป็นระยะ แต่เธอไม่ได้ไป) ไปต่างประเทศมีเบี้ยเลี้ยงให้เรตค่อนข้างดี หรือถ้าย้ายไปทำงานสาขาต่างประเทศ ก็ไปแบบราชา (ราชินีสิ) คือไปคุมลูกน้องซึ่งเป็นคนของประเทศนั้นๆ

เครือปูนเป็นบริษัทไทยดั้งเดิม สำนักทรัพย์สินถือหุ้น 60% ส่วนราคาหุ้นในตลาดก็ระดับตัวท็อป

เพื่อนอีกคนทำอยู่ Isuzu ก็จะได้แนวบริษัทญี่ปุ่น ที่เน้นระเบียบวินัย ทำงานเป็นระบบ มันเล่าให้ฟังว่าถ้านัด teleconference กับญี่ปุ่นตอน 5 โมงบ้านเรา (ทุ่มนึงที่นั่น) คนของฝั่งญี่ปุ่นก็จะพร้อมใจกันอยู่ประชุมไม่มีใครโดด (ในขณะที่คนไทยอยากกลับบ้านจะตายอยู่แล้ว) มีการส่งไปฝึกงานที่ญี่ปุ่นจริง แต่สัญญาก็ค่อนข้างผูกมัด เช่น ทำงานใช้ 2 เท่า ถ้าออกกลางคันก็จ่ายเต็ม และอัตราขึ้นเงินเดือนไม่น่าสนใจ

วัฒนธรรมทั้งสองแบบก็มีข้อดีข้อเสีย ถึงแบบหลังจะดูไม่น่าทำงานกว่า แต่ลองคิดว่าถ้าเราเป็นผู้บริหารปูน ลงทุนกับคนไปตั้งเยอะ แต่ถ้ามันทำได้แป๊บๆ แล้วลาออกไปเรียนต่อ turnover cost ก็คงสูงมากเช่นกัน

อะไรคือวิธีที่เหมาะสม?

28 July 2006

รุ่นที่สอง

ในกรณีที่ผู้ก่อตั้งองค์กรเป็นผู้บริหารรุ่นแรก (องค์กร==ตัวข้า) เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องไป (ตาย|เบื่อ|เกษียณ|หมดวาระ) การถ่ายโอนอำนาจสู่รุ่นที่สองเป็นอะไรที่สำคัญมาก

รุ่นที่สองจะได้รับอำนาจ (ตามตัวหนังสือ) ของรุ่นแรกมาไว้ในมือตามกฎระเบียบองค์กร แต่ทำอย่างไรเขาถึงจะได้วิชั่น+บารมีของรุ่นแรกตามมาด้วย ถ้าทำไม่ได้ มันจะกลายเป็นชนวนระหว่างเจ้านายใหม่กับลูกน้องไป

และสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงไปใหญ่ ถ้ารุ่นที่สองไม่ใช่ลูกหม้อขององค์กร เป็นบุคคลภายนอกที่สรรหาเข้ามา เขาจะปฏิบัติงานตามวัฒนธรรมองค์กร (ที่ลูกน้องคาดหวังว่าจะเป็น)​ได้อย่างไร

การถ่ายโอนจากรุ่น 1->2 ดูจะยากกว่า 2->3 มากนัก

26 July 2006

Planning 101

เผอิญวันก่อนเถียงเรื่องนี้กับพี่ที่ทำงาน เลยมาจดเก็บไว้ ได้ข้อคิดดี

ย่อความ

ประเด็นคือ: เราควรทำแผนการทำงานหรือไม่?
ประเด็นถัดมา: แผนที่ดีควรเป็นอย่างไร

เค้าตอบ: ควร, แผนการอย่างละเอียด แยกตามลำดับชั้นบริหาร เช่น ระดับสูงก็อ่าน executive summary สั้นๆ ระดับต่ำก็แผนละเอียดเฉพาะฝ่าย
ผมตอบ: ควร, แผนต้องจบภายในกระดาษ A4 หนึ่งแผ่น และทุกคนควรแชร์ master plan ร่วมกัน

ขยายความ

เรื่องนี้เกิดจากมุมมองคำว่า "แผน" ต่างกัน

เค้ามองว่า "แผน" คือ เอกสารบอกประกอบการปฏิบัติงานอย่างละเอียดเป็นขั้นตอน
ส่วนผมมองว่า "แผน" คืออะไรก็ได้ที่ทำให้คนในองค์กรเข้าใจตรงกันว่าควรเดินไปทางไหน

ในเมื่อผมให้ความสำคัญกับคำว่า "เข้าใจ" มากเป็นอันดับแรก ดังนั้นแผนที่ดีต้องเข้าใจง่ายมากที่สุดที่เป็นไปได้ ซึ่งถ้าพัฒนาความคิดต่อไปอีก มันก็ควรจะ
  1. สั้น - ขนาดจำได้ มีไม่เกิน 4-5 ข้อ
  2. ไม่ซ้ำซ้อน - สมมติว่าถ้าแบ่งเป็นข้อ แต่ละข้อต้องมีความแตกต่างกันจนแยกข้อได้ ไม่ใช่ยัดเข้าไปเยอะๆ ให้มันดูมีเยอะ จนเหมือนจะทำงานกันเยอะ
  3. ชัดเจน ไม่ยืดยาด - ไม่ต้องมีเกริ่น "เนื่องจากว่า...", "ในอดีต..." ต้องระบุว่าจะทำอะไรแบบเป๊ะๆ เช่น ข้อหนึ่ง "ต้องมีกำไร" ข้อสอง "ส่วนแบ่งตลาด 60%" เป็นต้น
ถ้ามันยาวเกิน 1 หน้ากระดาษ คิดว่า แผนนั้นต้องมี "ซัมติง" ที่เริ่มจะผิดวัตถุประสงค์แล้วล่ะ

ผมคิดว่าแผนที่ดีไม่ต้องมี Gantt Chart (ไม่รู้สึกว่ามันมีประโยชน์) ไม่ต้องมีบทนำ บทสรุป เกริ่นอะไรยืดยาว แผนที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องเป็นกระดาษปึกๆ ในบางครั้ง ตัวหนังสือขยุกๆ บนไวท์บอร์ดที่มีเส้นระโยงระยางก็อาจจะเป็นแผนที่ดีกว่าได้ ถ้าคนในองค์กรสามารถเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้จริง

ไว้รออีกซักสิบปี เปิดบริษัทได้แล้วคงพิสูจน์ว่าใครถูก

18 July 2006

Google Hiring

วันก่อนคุยกับ อ. มะนาว แกเป็นศิษย์เก่า Berkley พอคุยเรื่องการทำงานเมืองนอก แกบอกว่าเพื่อนผม (สมัยอยู่ Berkley) มีแต่คนทำงาน Google ว่ะ ไม่ว่ามันจะจบโทจบเอกหรือเรียนไม่จบ ถ้ามันมีฝีมืออยู่บ้าง Google มันรับหมด บางคนทำ thesis อย่างยาก แต่ไปทำงานอะไรก็ไม่รู้ใน Google ที่ไม่เกี่ยวกันเลย

กลยุทธการรับคนทำงานของ Google ดูเหมือนจะสะเปะสะปะ แต่เอาเข้าจริงก็มีจุดแข็ง

ข้อแรกคือการรับดะ (โดยเฉพาะคนเก่ง)​ เป็นการตัดโอกาสคู่แข่งไปในตัว เป็นกลยุทธง่ายๆ ที่ใครก็รู้ เผอิญ Google มันรวยเลยทำได้ไม่มีปัญหา

ส่วนข้อสองคือสไตล์การคัดคนเข้าทำงาน Google มาแนวว่าเอาคนมีฝีมือเข้ามาก่อน โดยเชื่อว่าเมื่อมันเก่งทางนึงแล้ว มันควรจะเก่งในฟิลด์ที่ใกล้เคียงกันด้วย ดังนั้นเอาตัวมาให้ได้ก่อน เข้ามาแล้วจะให้งานอะไรทำก็ค่อยว่ากัน จะเห็นว่าหลายๆ โครงการของ Google ก็มาจากงานทำเล่นที่คนมีฝีมือพวกนี้ทำนี่ล่ะ

ข้อสองนี้จะไปคล้ายกับทฤษฏีของ Apple ซึ่งมีอยู่ว่า ทีมที่มีคนน้อยแต่เก่ง ดีกว่าทีมคนเยอะแต่ฝีมือธรรมดา

05 July 2006

ห้องประชุม

เคยเขียนเรื่องห้องประชุมในดวงใจใน entry แรกๆ ไปแล้ว ตอนนี้ได้ความรู้ใหม่ว่า
  • จำนวนของห้องประชุม จะต้องโตให้ scale ตามพนักงาน (และแผนก/ฝ่าย) ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากห้องประชุมจริงๆ แล้วเอาไว้ทำอย่างอื่นอีกมาก เช่น ห้องรับแขก ห้องเปิดซองราคา ห้องเด็กฝึกงาน ห้องให้พวก audit บัญชีมานั่งทำงาน etc. แล้วเวลาจะใช้ห้องจริงๆ มันจะไม่มีเอา
  • ควรตกแต่งภายในให้ห้องทุกห้องที่เป็นห้องปิด (มีประตูกั้น เป็นส่วนตัว) สามารถใช้ประชุมได้ เช่น มีผนังที่มีสีขาวอยู่เสมอ (จะได้ไม่ต้องใช้ฉาก), มีเก้าอี้สำรอง, มี projector แบบกระเป๋าหิ้วสำรอง

05 June 2006

Job Interviewing

ทำงานมาปีนึงก็ได้กลายเป็นคนสัมภาษณ์งานแล้ว โชคดีนิดหน่อยตรงเป็นการสัมภาษณ์ตำแหน่งระดับสูงนิดนึง คือเป็นระดับสั่งการไม่ใช่ปฏิบัติงาน

ก็เลยเข้าใจว่าตอนที่เราไปเป็นคนถูกสัมภาษณ์ โดนถามอะไรแปลกๆ ไร้สาระเยอะแยะนั่นเกิดจากอะไร คนสัมภาษณ์ไม่ค่อยได้คิดคำถามมาล่วงหน้า (ขี้เกียจนิถ้าไม่ใช้ HR) ได้แต่ถามตามน้ำตามสถานการณ์ คำถามส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจตัวคำตอบ แต่สนใจวิธีการตอบต่างหาก ความรู้พื้นฐานที่ติดตัวมาก วิธีคิด วิธีนำเสนอ มันรวมเป็นแพกเกจมาในคำตอบนั่นเอง

ผมคิดว่าการสัมภาษณ์งานมันก็เหมือนการจีบสาว เราต้องหาคนที่เหมาะที่สุดมานั่งทำงานกับเรา 8 ชม. ต่อวัน ซึ่งเผลอๆ มันมากกว่าเวลาที่อยู่กับแฟนซะอีก คนปกติเลือกสาวจากหน้าตา คนสัมภาษณ์งานก็เลือกจาก resume หน้าสวยหน่อยคนจีบก็เป็นฝูง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ resume ที่โดดเด่น

เพื่อนคนนึงเคยพูดคำคมตอนเลิกกับแฟนว่า "หน้าสวยใช่ว่าจะดี มันบอกอะไรไม่ได้" ฉันใดก็ฉันนั้น resume ดีเวอร์ก็อาจเป็นเรื่องโกหก ดังนั้นวิธีเดียวในการค้นหาตัวตนที่แท้จริงไม่ว่าสาวหรือเพื่อนร่วมงาน ก็คือการพูดคุยนั่นเอง

ผมก็ยังคิดว่าการสัมภาษณ์งานในระดับสูงไม่ใช่อะไรที่เข้ามานั่ง มีกรรมการ 3-5 คนกำลังอ่าน resume ทำความรู้จักกันแบบ instant มันควรจะเป็นการนั่งกินข้าวคุยกันขำๆ สบายๆ หรือถ้าเป็นผู้ชายก็อาจอัพเกรดเป็นกินเหล้า หรืออะไรที่ dark กว่านั้นก็แล้วแต่ มันคงเหมือนแบบในหนังมาเฟียญี่ปุ่น ที่ไปคุยกับเจ้าพ่อตอนกำลังเล็มบอนไซอยู่อะไรทำนองนี้

วิธีแบบนี้คงไม่เหมาะในการ screen ตำแหน่งที่คนสมัครเยอะๆ เพราะคงอ้วนตายก่อนจะสัมภาษณ์จบ อาจต้องให้ HR คัดเลือกซักรอบหนึ่งเหลือ 3-5 คน แล้วคนสัมภาษณ์ค่อยใช้วิธีที่ว่านี้จะดีกว่า

27 May 2006

IT in Office

อ่าน How IT can solve our oil dependancy ของคุณ Don ใน Bangkok Post แล้วก็น่าสนใจว่าเราจะเอา IT เข้ามาใช้ใน office ได้ยังไง

เรื่องแรกก็ Teleconference ที่พูดกันจนเลิกพูดแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยเห็นจะใช้กันจริงจังเท่าไร คิดว่ามันต้องมีชุด kit เป็น appliance box ที่ติดตั้งแล้วใช้ได้เลยไม่ต้องผ่านพีซี (เหมือน adsl router) ราคาไม่แพงมาก อาจจะประสบความสำเร็จมากกว่านี้

ถัดมาก็การ PR คุณ Don บอกว่าทำไมตูต้องขับรถ 100 กิโลเพื่อไปสัมภาษณ์คนดังที่มาเมืองไทยทุกครั้ง แทนที่จะโทรไปสัมภาษณ์เอาก็ได้ เรื่องนี้เกิดจาก PR Agency ไม่ค่อยรู้เรื่องคอม คุณ Don ยังยกตัวอย่าง PR ในสิงคโปร์ที่ให้สัมภาษณ์ผ่าน Skype เอาสะดวกกว่า กรณีนี้ต้องหา PR เก่งๆ แล้วล่ะมั้ง เท่าที่ทำงานมา PR Agency ส่วนมากโง่เรื่องคอมแบบมากๆ จนไม่น่าเชื่อ

สุดท้ายก็ระบบ flexitime ตอนนี้พูดกันมากและ IBM ทำไปแล้ว ประสบความสำเร็จดี (เคยขึ้นไปดูในออฟฟิศ) มันเกิดจากสมมติฐานว่าคนเราจะมี productivity ตลอด 8ชม.ในที่ทำงานงั้นรึ ถ้ามันไม่ใช่อย่างงั้น จะบังคับให้เข้าออฟฟิศตามเวลาทำไม ในเมื่อสิง่ที่องค์กรต้องการคือ productivity ไม่ใช่ให้มานั่งเล่นเกมในออฟฟิศ

04 May 2006

Various Way of Marketing

อย่างที่เคยเขียนไปว่า Blognone เปรียบเสมือน Virtual Corporate ที่ไม่มีวันขาดทุน (เพราะแทบไม่ได้ลงทุนเป็นตัวเงิน) จึงสามารถลองไอเดียแปลกใหม่ได้หลายอย่างโดยไม่ต้องกลัวเจ๊ง

วิธีการทำตลาดที่นึกออก/ประสบพบเจอ (ชื่อแต่งเอง)
  • Controversial Marketing
  • Buzz Marketing
  • Cool Factor Marketing
  • Zealot Marketing
  • Dominant Marketing
Controversial Marketing (เล่นกับประเด็นร้อน)

หลักการง่ายๆ ว่าประเด็นที่แบ่งแยกฝ่ายชัดเจน แถมแต่ละฝ่ายไม่ลงรอยกัน ก่อให้เกิดยอดลูกค้าสูงมากในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านจะเข้ามาปกป้องความได้เปรียบของตัวเอง และพวกแอบอ่านเงียบๆ ก็จะคอยติดตามอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

Blognone ได้ลองใช้วิธีนี้แบบไม่ตั้งใจ คือ การที่ลิ่วประกาศสงครามกับ IE ทำให้คนเข้าพุ่งปี๊ด แถมข่าว A-Net, O-Net ที่คุณ deans4j เขียนไว้ก็ช่วยเรียกความสนใจเช่นกัน

การตลาดแบบนี้ต้องระวังมาก เพราะเกิด feedback ในด้านลบได้ง่าย ตัวอย่างที่ชัดเจนที่ใช้วิธีนี้ คือ (ไอ้คุณ) สนธิและผู้จัดการ

การที่ลูกค้ามาไวภายในเวลาสั้น เลยเหมาะกับการสร้าง awareness (รับรู้ว่ามีไอ้นี่อยู่นะ) ส่วนระยะยาวแล้วคงต้องใช้วิธีการทำตลาดแบบอื่นๆ

Buzz Marketing (ปากต่อปาก)

ลูกค้ามักจะไม่เชื่อในการโฆษณาแบบตรงๆ แล้ว คงเป็นเพราะมีโฆษณามากเกินไป

สมมติว่ามีโฆษณา Sony หน้าสี 8 หน้าลงนิตยสารดัง คนส่วนมากคงเปิดข้าม แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเกิดเพื่อน 8 คนบอกตรงกันว่า Sony ดี เราคงซื้อแบบไม่ต้องหาตัวเลือกอื่น

Blognone ลองใช้การตลาด Buzz Marketing แล้วในงาน BTD ซึ่งก็ประสบความสำเร็จดี คนมาเยอะทะลุเป้า

Buzz Marketing เป็นเทคนิคพื้นๆ ที่นักการตลาดที่ไหนก็รู้ แต่ก็ยังใช้ได้อยู่เสมอ

Cool Factor Marketing (ขายความเท่)


"ความเท่" เป็นของขายได้และขายดีในโลกไอที ถ้าไม่เชื่อคงต้องดูยอดขายของ iPod

แน่นอนว่าความเท่อย่างเดียวไม่พอ ต้องผสมกับความดีของตัว product เองด้วย โดยวิธีดั้งเดิมแล้ว เรามักชูจุดขายอยู่ที่ "ความดี" ของ product (เช่น feature เยอะหรือราคาถูก) ซึ่งมันถือว่าเซมมากแล้ว

การที่ product ของเราเท่กว่าคู่แข่ง ถือเป็นข้อได้เปรียบนอกเหนือไปจากฟีเจอร์และราคา การสร้าง product ให้ดีกว่าหรือถูกกว่าสามารถทำได้ง่าย แต่สำหรับความเท่แล้ว ลูกค้าย่อมจะมองว่าสินค้าที่เท่ที่สุดนั้นคือ "เท่" ส่วนพวกเท่รองๆ จะถูกปัดเป็น "เท่น้อยกว่า" ซึ่งแปลว่า "ไม่ซื้อ"

การตลาดความเท่นี้มีคนประสบความสำเร็จ 2 ค่ายใหญ่ คือ Apple กับ Google พวกนี้มันจะลามต่อไปเรื่องการสร้างแบรนด์ในระยะยาว

เชื่อว่าตัว product ของ blognone นั้นมีคุณภาพเหนือกว่าคู่แข่ง (ไม่รู้มีหรือเปล่า) การที่ blognone เน้นไปในเรื่องที่ฮิปหรือดูดีมีสาระใช้สมอง แถมไม่ค่อยโหล (เช่น Rails, Firefox, OpenDocument) ก็เป็นการส่งเสริม "ความเท่" ในที่นี้

Zealot Marketing (สร้างสาวก)

เป็นสเต็ปถัดมาของ Cool Factor

ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ สาวกของ Apple น่ะเอง

การสร้าง "สาวก" หรือ Zealot เป็นการการันตีจำนวนลูกค้าขั้นต่ำ ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ว่าจะมากน้อยแต่ก็เหนียวแน่น ทำให้อัตรา royalty สูง นอกจากจะยินดีจ่ายเงินจำนวนมากซื้อของแล้ว ก็ยังทำหน้าที่ "ฑูต" เผยแพร่ product ให้อย่างดี และที่สำคัญก็คือฟรีอีกตะหาก

อันนี้จะไปซ้อนกับ Buzz Marketing (ปากต่อปาก) ด้วย

เชื่อว่าการมี Zealot นิดๆ เป็นอะไรที่ดี แต่ต้องระวังไม่ให้ดีกรีมันมากเกินไป คนอื่นเค้าจะพลอยเกลียดแทน ผมเองก็หมั่นไส้ Apple Zealot ในไทยหลายคนเหมือนกัน เมาส์มีปุ่มเดียวยังหาเรื่องบอกว่ามันเจ๋งได้ คารวะ

Blognone เริ่มมี Zealot บ้างแล้ว คงต้องดูแลระดับความ Zealot ให้ดี

Dominant Marketing (ผู้นำตลาดผูกขาด)

เป็นการตลาดแบบผู้นำที่จะว่าไปก็ดี แต่อีกมุมก็ควรหลีกเลี่ยง

ตัวอย่างคลาสสิคคือกรณี Microsoft-Netscape รองมาหน่อยก็เป็น Intel คือการใช้อิทธิพลดั้งเดิมที่มี ช่วยผลักดันของใหม่ที่จะทำตลาด

ในบางครั้งเราก็เห็นกลยุทธนี้ข้ามตลาด เช่น ขายเหล้าพ่วงเบียร์ที่ทำให้เบียร์ช้างเกิด เป็นต้น

ไม่รู้ว่า Blognone ขายพ่วง Firefox มันจะเข้าเคสนี้มั้ยแฮะ

22 April 2006

Art of Invitation

งาน Blognone Tech Day คนเยอะผิดคาด (แปลว่าประสบความสำเร็จ)​บ่งชี้ชัดเจนว่า ถ้าหัวข้อดีจริง ต่อให้ไม่เลี้ยงน้ำเลี้ยงขนม ตึกไกลไปยาก คนมันก็ยังดั้นด้นไปได้เอง

หัวข้อดีก็มาจากเหตุผลหลายอย่าง เชื่อว่าตัวเองมี test ที่ดีในระดับนึง แต่สิ่งสำคัญคือตัวคนพูดเองซะเยอะ คนพูดอย่างคุณโดมดึงดูดคนอยู่แล้ว

ผมไม่เชื่อตัวเองเหมือนกันว่าสามารถชวนคนพูดมาได้เยอะขนาดนี้ ตอนชวนก็ชวนไปเรื่อย ดันตอบรับมาหมด เลยต้องมาพิจารณาว่าทำไมคนพูดถึงมาเยอะอย่างงั้น ทั้งๆ ที่ไม่มีค่าตอบแทน แถมมาไกลด้วย มาได้เวลาคนละแป๊บเดียวอีกตะหาก
  1. คนที่ชวนรู้จักกันในระดับนึง: ถึงไม่เคยเจอหน้า ก็เคยเห็นชื่อกันมาบ้างตามสมควร ต่างกับกรณีเชิญวิทยากรงานสัมนาที่เรามักเชิญคนไม่รู้จัก
  2. งานไม่มี hidden agenda: คือไม่เก็บตัง ไม่มี commercial คนมาก็สบายใจ
  3. มีสิ่งตอบแทนที่ดีกว่าเงิน:
  • หลายคนเป็น hacker ซึ่งความสนุกสำคัญกว่าเงิน
  • หลายคนเป็นเจ้าของกิจการ มา recruit ซึ่งเป็นโอกาสทอง
  • ไม่ว่าจะเป็นใคร มันเป็นการประชาสัมพันธ์บริษัท/สร้างชื่อให้ตัวเอง

18 April 2006

Company Idea

So much of what we call management consists in making it difficult for people to work.
Peter Drucker
เกิดอาการรำคาญ Overhead ในการทำงาน พอระบบมันซับซ้อนเข้า เริ่มมีความไม่เข้าท่าเพิ่มเข้ามาในระบบขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาที่ต้องคิดคือ เราจะจัดการยังไงให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง เช่นที่หมดไปกับความเบื่อหน่าย หรือเวลาที่ต้องทำเรื่องเพิ่มเติมอย่างการประชุม ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยที่การประสานงานยังคงดีอยู่มากๆ

ถ้าผมจะเปิดบริษัทที่คนอย่างผมเองทำงานแล้วไม่รำคาญ ไม่หงุดหงิด ไม่ลดประสิทธิภาพการทำงาน...

จะทำยังไงดี?

11 April 2006

Confidence

วันนี้ไปประชุมมา ได้บทเรียนในเรื่องนี้มาก เนื่องจากนั่งอยู่ดีๆ อ. ทวีศักดิ์ (ผอ. Nectec) ดันมานั่งข้างๆ

ปรากฎว่า อ. แกไล่บี้ออแกไนเซอร์ซะจน ในขณะที่เราซึ่งเห็นข้อบกพร่องในจุดเดียวกัน นั่งเกรงใจกลัวออแกไนเซอร์น้อยใจ

การเป็นเบอร์ 1 ขององค์กร หน้าที่สำคัญคือรักษาผลประโยชน์ขององค์กร และเบอร์ 1 ขององค์กรต้องมั่นใจในความคิดของตัวเอง เพราะทุกคนที่อยู่ข้างใต้นั้นเอาคุณเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว คาดหวังว่าสิ่งที่คุณพูดจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่ไม่มีวันผิดเสมอ

บทเรียนๆ

09 April 2006

Get Fugitive Campaign

ตอนเช้าถ้าขี้เกียจฟังเพลงไทย จะฟัง Get 102.5 เพราะชอบคุณสาลินี ปันยารชุนที่จัดรายการ Get Diva ตอนเช้า

ตอนนี้ Get กำลังจัดแคมเปญ Get Fugitive อยู่ ฟังไอเดียแล้วร้ายมาก

กติกามีอยู่ว่าแต่ละวัน Mr.Fugitive จะไปเดินเตร่ตามสถานที่คนพลุกพล่านในกรุงเทพ และโทรเข้ามาบอกในรายการ ใบ้ว่าเค้าอยู่ที่ไหน จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของคนฟัง จะต้องคิดสถานที่นั้น แล้วเดินเข้าไปถามคนแถวนั้นว่า คุณคือ Get Fugitive รึเปล่า ถ้าใช่ก็ได้ตังไปหลายหมื่น

ที่สุดยอดคือมีเป็น viral marketing ชั้นยอด

ลองกะปริมาณคนฟัง Get กับปริมาณสถานที่คนเยอะในกรุงเทพ ในเมื่อ Mr.Fugitive มีคนเดียว โอกาสถูกมันน้อยมาก แต่ขณะเดียวกันลองคิดปริมาณคำถาม "คุณใช่ Get Fugitive" ที่เกิดขึ้น ว่าจะมีกี่ครั้ง

ทุกคำถามที่คนพูดออกไป คนฟังคำถาม (ที่ไม่ใช่ Fugitive) ย่อมสงสัยว่า มันทำอะไรกัน และแน่นอนมันต้องจบลงด้วยบทสนทนาที่ว่า "อะไรเหรอคะ" "อ๋อ เป็นเกมของ Get น่ะครับ" ทำนองนี้ ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือ คนที่ถูกถามจำนวนหนึ่ง (30-50%) จะกลับบ้านไปฟัง Get ในวันต่อไป และร่วมเล่นเกมนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

เป็นการประชาสัมพันธ์ Get แบบที่มีประสิทธิภาพมาก

ที่มีประสิทธิภาพเพราะว่าสถานที่ที่ Mr.Fugitive ไปนั้น มักเป็นห้างหรือสถานที่ที่วัยรุ่นเดิน ซึ่งตรงกลุ่มเป้าหมายพอดีเด๊ะ แถมกลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นคนออกไปถามนั้น ก็เป็นวัยรุ่นที่มีความ "กล้า" ที่จะถามอยู่แล้ว

07 April 2006

Headquarter

เผอิญทำงานอยู่ที่ headquarter ขององค์กรใหญ่ เป็นองค์กรที่สวัสดิการดี มีรายการทีวีภายในของตัวเอง มีแคมป์สอนฟุตบอล กีฬานานาชาติ สปอร์ตคอมเพลกซ์ เยอะแยะ

แต่ปรากฎว่ามันมีเฉพาะที่ headquarter เท่านั้น คนของสาขาย่อยเป็นพันทั่วประเทศแทบไม่ได้ใช้เลย

จุดนี้ก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาระหว่างพนักงานของแต่ละที่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลยสำหรับองค์กร เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับองค์กรสาขาเยอะๆ

Headperson

จำได้ว่าสมัยเรียน ครูใหญ่หรือ ผอ. จะน่าเกรงขามที่สุด (ทั้งๆ ที่เอาจริงแล้วเราแทบไม่ได้คุยกับ ผอ. เลย) เวลาเดินไปเจอตามทางเดิน จะรู้สึกตัวลีบ หวัดดีแล้วรีบๆ หลบไปให้พ้นหน้า ทั้งๆ ที่เวลาเจอครูอื่นหรือผู้ช่วย ผอ. ก็จะไม่ค่อยรู้สึกเท่าไร

ตอนนี้มาทำงาน เจอประธานบอร์ดทีไรก็ยังแหยงๆ กลัวๆ ตัวลีบ คิดว่าคนอื่น องค์กรอื่นก็น่าจะเป็นเหมือนกัน

เลยมานั่งนึกว่า บทบาทของ head ที่สุดขององค์กร ควรทำตัวอย่างไรเพื่อให้ลูกน้องทั้งหมดไม่แหยง

คำตอบก็คงเป็นทำตัวให้ผ่อนคลาย ตลก ใกล้ชิด ในขณะเดียวกันก็คงต้องให้ลูกน้องนิยมชมชื่น ขายชีวิตให้

การเป็นหัวหน้านี่มันก็เป็นศิลปะเหมือนกันเนอะ

03 April 2006

Blognone as a Virtual Corporate

Blognone มีข้อดีนอกจากจะสนอง need ส่วนตัวแล้ว ยังเป็นสนามทดลองหรือ Virtual Corporate ที่ดีแห่งหนึ่ง เปิดมาจะสองปีก็ได้อะไรหลายอย่าง เอามาใช้กับ just company (ชื่อชั่วคราว)

General Management
  • สภาพแวดล้อมเป็นการทำงานแบบ Virtual อย่างแท้จริง การตัดสินใจทุกอย่างไม่ว่าเล็กใหญ่ เป็น internet-based เอามาประยุกต์ใช้กับบริษัทยุคหน้าได้
  • ระบบตัวตายตัวแทน - มีหุ้นส่วนหลักสองคน ถ้าใครไม่อยู่อีกคนนึงต้องอยู่ เป็นหลักเกณฑ์ง่ายๆ ซึ่งเคยพิสูจน์มาแล้วว่าไปตจว. คู่กัน ข่าวหายไปสามวัน ตอนนี้มันหายไปไม่เป็นไร แต่ในสภาพแวดล้อมจริงไม่ได้แน่
  • พึ่งตัวเองให้มากที่สุด - ในเมื่อลงระบบเองได้ เขียนแก้เองได้ สร้างธีมได้ ก็ทำเองให้หมด มีข้อดีคือ 1.) ได้ดั่งใจ 2.) เร็ว
  • Outsource งานที่ไม่ถนัด - กรณีเสื้อนี่ตัวอย่างดีมาก ยกหน้าที่ให้กับชุมชนแล้วหยั่งเสียง ยกการทำเสื้อให้คนเชี่ยวชาญข้างนอก (ไอ้แอน) เป็นต้น
Design
  • ส่วนแรกของเว็บที่เปิดมาเจอเลยไม่ต้อง scroll ลง มีค่าดั่งทองนพเก้า
Margeting
  • สอนให้รู้ว่าถ้า product ดีและเจาะตลาดถูก จะมีโอกาสเสมอ - เราเชื่อว่า product (ข่าว) เราดี และมีตลาดอยู่ (geek ในประเทศ)​ถึงจะไม่เปรี้ยงปร้างแต่ยอดคนเข้าขนาดนี้ก็ดีใจ
  • buzz market - แคมเปญ Spread Blognone ประสบความสำเร็จมาก วัดจาก URL Referer ที่กลับเข้ามาจากลิงก์ใน Blogroll ต่างๆ
  • มีกิจกรรมสม่ำเสมอ - ทำให้ไม่เบื่อ ลองเล่นไปเรื่อย
  • เท่ ตลก และเป็นมิตร - Cool Factor เป็นปัจจัยสำคัญมากของวงการไอที, ตลกทำให้เข้าถึงง่าย และส่งผลต่อเนื่องไปยังคำว่าเป็นมิตร (ต่อไปยังข้อ Community)
growth management
  • สอนว่าในแต่ละระยะของ lifecycle จำเป็นต้องใช้วิธีที่ต่างกัน ในช่วงแรกที่ยังเล็กๆ สามารถทำมือได้ แต่เมื่อโตในระดับนึงแล้ว ก็ต้องหาวิธีที่ sustain ถ้าเป็นรูปบริษัทก็จ่ายเงินให้ถูก ส่วนของเราก็พึ่ง community ให้มากขึ้น
QA
  • การรักษาคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับการสร้างตลาด - เมื่อคนเข้าเพราะของดี เราก็ต้องรักษาคุณภาพเพื่อรักษาลูกค้าไว้ กฎการค้าง่ายๆ ที่ว่าลูกค้าเดิมรักษาง่ายกว่าหาลูกค้าใหม่ เอามาใช้ได้ชัดๆ
Risk Management
  • เพราะไม่มีเงินเข้ามายุ่ง ดังนั้นเราจึงลองอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ได้มากโดยไม่ต้องกลัวเฟล ที่มีก็หลายอันอย่างเช่น blog award ที่แป๊กมากๆ ส่วนเสื้อนี่ประสบความสำเร็จกว่าที่คิด ก็นับว่าถูกต้องตามตำราที่รุกเร็ว ล้มเร็ว ฟื้นเร็ว
Crisis Handling
  • ตรงนี้ยังทำได้ไม่นัก อย่างเช่นตอนเว็บล่ม หรือ bandwidth exceed เราไม่ได้มีมาตรการรองรับฉุกเฉินเลย
Community
  • ลูกค้ากับ Community เป็นคำเดียวกัน Blognone อยู่ได้ด้วย Community ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการที่บริษัทยุคใหม่ง้อลูกค้ามากๆ การเป็นส่วนหนึ่งของ Commune และรู้ว่า Commune อยากได้อะไร ก็ทำให้เรามุ่งไปในทางนั้นได้มากขึ้น
  • การรู้จักคนมากๆ ก็ช่วยได้มากๆ ดูได้จาก Tech Day ที่คนมาช่วยเยอะมาก
  • Community ต้องสร้างจาก bottom-up และต้องใช้เวลา
Negotiating Art
  • การเจรจาโดยที่เราถือไพ่เหนือกว่าในมือ (เค้าต้องง้อเรา)​จะดีกับเราเสมอ
Strength
สรุปจุดขายของ Blognone
  • เร็ว --> มาอ่านที่นี่เป็นที่แรก
  • สั้น + อ่านเข้าใจง่าย --> ส่งผลให้ return rate สูง
  • มีอุดมการณ์ --> เช่น สนับสนุน standard/copyright
  • สนุก --> มาจาก bias + humour
Weekness
  • Mainstream PR ยังแย่อยู่
  • การบริหารรายได้ ให้อยู่ด้วยตัวเองได้ (ยังทำไม่ได้) ใช้ระบบสหกรณ์แบบ aday?
  • การรับประกันระบบเมื่อมีปัญหาทางเทคนิค
  • การหาคนเขียนแบบยั่งยืน
  • ความหลากหลายของเนื้อหา (เริ่มดีขึ้นในช่วงหลัง)
Brand Building
  • ตอนนี้ brand เริ่มติดตลาดในฐานะ 100% pure geek site ก็คงต้องมุ่งแนวทางนี้ต่อไป แต่ออกไปสู่สื่อ mainstream มากขึ้นกว่าเดิม

22 March 2006

CRM, again

เมื่อเช้าไปแบงค์ ฝากเงินธรรมดาไม่มีอะไร

พอทำรายการเสร็จ พนักงานถามว่ามีคนโทรมาสัมภาษณ์เรื่องการใช้บริการรึยัง พอตอบว่ายัง คุณเธอก็บอกว่าขอ 5 คะแนนนะคะ ฟังตอนแรกก็งงๆ แต่ฟังไปฟังมาก็อ๋อ เค้าขอคะแนนจากเรานี่เอง

เลยยิ้มๆ ตอบเค้าไปว่า ครับ เดี๋ยวจะช่วย ไม่มีปัญหา

ออกจากแบงค์มาด้วยความตะขิดตะขวงใจ

คุยกับคุณมะระ เค้าบอกว่าเคยเจอหลายที่แล้ว และการทำแบบนี้แทนที่ลูกค้าจะตอบตามจริง ก็จะส่งผลลบมากกว่า กลายเป็นหมั่นไส้ไปว่า กูจะให้คะแนนมึงดีๆ อยู่แล้ว มาขอคะแนนอย่างงี้ก็ติดลบไปล่ะกัน คุณมะระยังแถมอีกด้วยว่าเหมือนไปกินสเวนเสนส์ กำลังอร่อย แล้วพนักงานมาถามว่าไอติมอะไรมั้ย ประมาณนั้น

CRM เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ต้องระวังให้มาก ผมคิดว่าการเป็น Google กับ Lycos (หรือ Excite หรือ AskJeeves) มันต่างกันที่อะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่เราคิดว่าไม่สำคัญแบบนี้ล่ะ

24 February 2006

CRM

ผมเพิ่งโดนบัตรเครดิตปฏิเสธมา

ก็ไม่ซีเรียสอะไรมากเพราะพวกนี้มันเอาข้อมูลที่กรอกไป เข้าระบบ scoring แล้วสงสัยว่ามี factor อะไรบางอย่างที่ทำให้เราประเมินไม่ผ่าน คะแนนไม่ถึง

แน่นอนผมคิดเข้าข้างตัวเองอยู่แล้วว่า อย่างกูน่ะ ลูกค้าชั้นดีนะเฟ้ย (ธนาคาร XXX เคยส่งฟอร์มสำหรับบัตร platinum มาให้ด้วยนะ (แต่เงินเดือนไม่ถึง))

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เรื่องผมไม่มีบัตรเครดิตใช้ (เพราะตอนนี้ก็ไม่มี) แต่อยู่ที่หลังจากโดนปฏิเสธ ผมก็ไม่คิดจะสมัครบัตรยี่ห้อนี้อีก และในอนาคตถ้าเกิดรวยขึ้นมา เค้าเอาบัตร platinum มาให้ใช้ ผมก็คงไม่ใช้เช่นกัน แบบว่าพวกแค้นฝังลึก

พฤติกรรมผู้บริโภคแบบตัวผมเองเป็นอะไรที่สามัญมาก ก็เลยเป็นห่วงขึ้นมาว่าถ้าเกิดมีกิจการของตัวเอง เราจะมีวิธีประเมินลูกค้าที่ไม่รู้จักกันอย่างไร

เพราะผมไม่อยากเสียลูกค้าอย่างตัวเองไป

06 February 2006

ตลาดปิด

“ตลาดปิด หมายความว่า คอนเทนท์ในเวบไซต์เป็นภาษาไทย นั่นหมายถึงโอกาส เพราะต่างชาติจะเข้ามาทำก็ยากหน่อย ในขณะที่ฟิลิปปินส์ หรือสิงคโปร์ คนของเขาสามารถรับคอนเทนท์ภาษาอังกฤษได้ทันที' - ที่เหลือ
คอนเทนท์เป็นตลาดที่แข่งกับต่างชาติได้ง่าย
  • เพลง - แกรมมี่, ลูกทุ่ง
  • หนัง - ต้องมี subthai ถึงแม้หนังฝรั่งกิน
  • หนังสือ - แทบจะ 100%
  • การ์ตูน - สถานการณ์เดียวกับหนัง คือมี sub thai
  • เกม - เกมออนไลน์ที่ localized ได้รับความนิยมกว่าคอนโซลมาก
น่าจะมีโอกาสธุรกิจใน online content

02 February 2006

Contacting

พักนี้ตามอ่านบล็อกของ Guy Kawasaki ได้แง่คิดเยอะ

วันนี้เรื่องการหา contact การรู้จักคนเยอะๆ

สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือเรามักแลกนามบัตรกัน เหมือนจะติดต่อกัน แต่เอาเข้าจริงแล้วเราก็ไม่ทำอะไร การเมลไปคุยนิดหน่อย ยืนยันว่าเออยินดีได้รู้จักนะ ทำให้เราดูดีขึ้นในสายตาฝ่ายตรงข้ามอีกมาก
Follow up. Over the course of my career, I've gave away thousands of business cards. At one point, I thought I was nuts because if all those people called or emailed me, I'd never get anything done. Funny thing: hardly anyone ever follows up. Frankly, I don't know why people bother asking for a business card if they're not going to follow up. Great schmoozers follow up within twenty-four hours--just a short email will do: “Nice to meet you. I hope we can do something together. Hope your blog is doing well. I loved your Breitling watch. I have two tickets to the Stanley Cup Finals if you want to attend.” Include at least one thing to show the recipient that she isn't getting a canned email.
The art of schmoozing

01 February 2006

Recruit

บล็อกของ Guy Kawasaki ยังมีอะไรดีหลายอย่างในการเป็นเจ้าของกิจการ

อันนี้ว่าด้วยเรื่องการสมัครคนเข้าทำงาน

ชอบข้อนี้

Once you've found the perfect candidate, use all the weapons at your disposal to land her--not just salary and options. More important--and more telling--is the attractiveness of your vision for how you'll change the world

อ่าน ที่เหลือ

27 January 2006

The Art of Bootstrapping

จาก Guy Kawasaki's

"too much money is worse too little"
  1. Focus on cash flow, not profitability.
    The theory is that profits are the key to survival. If you could pay the bills with theories, this would be fine.
  2. Forecast from the bottom up.
  3. Ship, then test.
    ”Perfect“ is the enemy of ”good enough.“
    you can't ship pure crap. But you can't wait for perfection either.
  4. Forget the ”proven“ team.
    Hire young, cheap, and hungry people.
  5. Start as a service business.
  6. Focus on function, not form.
    Design great stuff, but buy cheap stuff.
  7. Pick your battles.
    don't fight on all fronts
  8. Understaff
  9. Go direct.
    God invented ecommerce so that you could sell direct and reap greater margins.
    And God was doubly smart because She knew that by going direct, you'd also learn more about your customer's needs
  10. Position against the leader.
    Toyota introduced Lexus as good as a Mercedes but at half the price
  11. Take the “red pill.” (from The Matrix)
    The red pill led to learning the whole truth. The blue pill meant waking up wondering if you had a bad dream.
    As long as you have money, you're still in the game.

20 January 2006

Banking

โอนเงินต่างธนาคารเสีย 35 บาท ยังไม่รวมสิทธิพิเศษที่ได้หากใช้บริการธนาคารเดียวกัน

นี่เป็น vendor-lockin ชนิดหนึ่ง

ดังนั้นธุรกิจใดๆ ควรมีบริการทางการเงินให้กับลูกค้าครอบคลุมที่สุด ซึ่งถ้าบริษัทใหญ่ ลูกค้าเยอะอย่างทรูหรือชินก็เรื่องนึง แต่สำหรับธุรกิจขนาดเล็กแล้ว การ maintain บัญชีจำนวนมากคงไม่คุ้มนัก

ทางออกคือเลือกธนาคารใหญ่ๆ

โดยส่วนตัวก็มีบัญชีหลายที่ แต่สิ่งที่น่าหงุดหงิดมากคือบริษัทที่ดีลด้วยไม่ support กรุงไทย!!

กรุงไทยเป็นธนาคารของรัฐ เช็คทุกใบจากรัฐจะเป็นกรุงไทย และเงินเดือนข้าราชการทุกคนไหลเข้าบัญชีกรุงไทย ไม่ว่ายังไงธุรกิจมีโอกาสดีลกับรัฐเสมอ ดังนั้นกรุงไทยเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้แน่นอน

ส่วนธนาคารที่สองก็ต้องมีเป็นทางเลือกเสมอเช่นกัน ซึ่งบิ๊กทรีในความคิดผมคือกรุงเทพ SCB และกสิกร อย่างต่ำๆ ธุรกิจที่เพิ่ง startup ควรครอบคลุม 2 ในบิ๊กทรีนี้นะ

19 January 2006

สวัสดิการ (เพิ่มเติม)

เคยเขียนสวัสดิการไปที พวกน้ำอัดลมฟรีในที่ทำงาน มีบริการนวดมาถึงที่ ดูเบสิกๆ

Macintosh Division: ถ้านั่งเครื่องบินนานเกิน 2 ชม. พนักงานจะได้นั่ง 1st Class