29 December 2005

เงิน

เรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ที่อันตราย เป็นเรื่องที่พูดไม่ได้แต่คิดมาก

ถ้า Just Company มีตัวตนขึ้นมาจริงๆ คิดว่าเงินเดือนน่าจะประมาณ average + 20% มากกว่าเพื่อดึงดูดคน แต่ไม่มากจนเกินไปจนเกินจริง เรื่องจ่ายเงินเดือนแพงแล้วฐานะยอบแยบไม่ใช่ปัญหา เพราะในบางครั้งเราต้องยอมจ่ายแพง หรือขาดทุนเพื่อของดีกว่าอยู่แล้ว

อันที่น่าหนักใจกว่าคือระบบการขึ้นเงินเดือน

การขึ้นตามอัตราเป็นระบบที่ยุติธรรม แต่มันมีข้อเสียตรงไม่ว่าทำงานหนักกว่าเพื่อนแค่ไหน ก็ได้เท่ากัน

การขึ้นตามการประเมินช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงาน แต่มันเป็นช่องโหว่เบ้อเร่อสำหรับระบบอุปถัมป์

ยังไงเสียมันต้องใช้สองอย่างผสมกัน เพียงแต่อัตราส่วนที่พอดีอยู่ที่ไหน?

24 December 2005

แลกเปลี่ยน

หลายคนอาจจะบอกว่าแฮมเบอร์เกอร์ของแมคมันห่วย แถมอันที่ดีๆ หน่อยก็แพงเว่อร์ บางคนที่ผมคุยด้วยมักแนะนำนำว่าถ้าจะิกินของดีจริงให้ไปกินที่โน่นที่นี่

น่าแปลกคือร้านที่ดีจริงๆ เหล่านั้น บ่อยครั้งไม่อยู่ให้เราไปลองกันนานๆ บางครั้งถ้าร้านเกิดฮิตขึ้นมาหน่อย ก็ต้องเข้าคิวรอกิน

เรื่องนี้ในมุมของ IT ก็เป็นเหมือนกัน คือ มักจะมีการเสนอขอความสามารถใหม่ๆ สารพัด ไอเดีัยบรรเจิดกันกระจาย

สังเกตไหมว่าเว็บอย่าง Blogger นั้นความสามารถแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีอะไรเลย แต่คนจำนวนมากทีเดียวที่ยังใช้ Blogger ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบใช้ Blogger ไม่ใช่เพราะความสามารถของมัน หากแต่เป็นความน่าเชื่อถือของมัน

Blogger อาจจะฟีเจอร์ไม่เยอะมากมาย แต่เมื่อคุณต้องการใช้ น้อยครั้งมากที่เซิร์ฟเวอร์มันจะล่ม

แมคก็แบบเดียวกัน มันอาจจะไม่อร่อยมาก แต่มันก็มีให้คุณกินทุกที่ และกินได้พอๆ กันในทุกๆ สาขาทั่วโลกของแมค

เรื่องนี้น่าสนใจคือเมื่อเราสร้างธุรกิจขึ้นมา เรามองระดับความต้องการที่จะขยายตัวไปถึุงระดับไหน หากเรามองที่ห้องแถวสามคูหา คนเต็มร้าน แบบร้านก๋วยเตี๋ยวแถวบ้านผม ก็ไม่ต้องคิดมาก อาศัยว่าทำอร่อย ละเมียดกับสินค้า มันก็ขายได้ แต่ถ้าอยากสเกลขึ้นไปถึงระดับประเทศ ต้องเริ่มคิดว่าเด็กทำงานพิเศษมันไม่ใช่กุ๊กระดับประเทศ จะต้องคิดสูตรยังไง ให้ไม่ว่าใครมาทำ ก็กินได้โดยไม่เสียยี่ห้อเรา อาจจะไม่ได้อร่อยอะไรมากมาย แต่ทุกคนสามารถทำได้

เว็บของเราอาจจะไม่ได้ฟีเจอร์เยอะเหมือนคู่แข่ง แต่มันรองรับคนใช้ได้สามแสนคนต่อวัน กับคู่แข่งที่ฟีเจอร์เยอะกว่า เว็บอาจจะเริ่มเดี๊ยงที่คนใช้สามพันคน

เป็นสิ่งที่เราต้องแลกเอา

คนขายของ

เมื่อวานบริษัทที่ดีลด้วย เอาของขวัญปีใหม่มาแจก

เจ้าของเป็นสาวสวย อัธยาศัยดี (มาก) หัวแม่ค้าสุดๆ ลูกค้า (เรา) อยากได้อะไรบอกทำได้หมด ขยันทวงงาน โทรมาตามยิกๆ ตอนแรกทำงานด้วยก็ประทับใจ เออเค้าเก่งดีนะ เรื่องขายของ

(ไม่ได้ชอบเค้านะ คือชอบลูกน้องเค้าอีกคนที่มาด้วยกันมากกว่า ไม่สวยเท่าแต่จืด)

แต่พอเค้าเอาของมาแจก ยิ่งประทับใจ เพราะเค้ารู้จักคนในออฟฟิศมากกว่าเราซะอีก สอบถามได้ใจความว่าเคยดีลงานกับออฟฟิศสมัยอยู่บริษัทเก่า แน่แค่ไหนก็ขนาดเดินเข้าไปแจกเสื้อ ผอ. ได้ล่ะกัน

เลยมานั่งนึกดูถ้าเปิดบริษัท ย่อหน้าที่สองเป็น a must สำหรับคนทำการค้าเลย ถ้าทำให้ลูกค้าประทับใจแล้ว มันสบายไป 22 เท่า (กูจะไหวเหรอเนี่ย)

22 December 2005

บริษัทมันห่วย

ผมทำงานหน่วยงานรัฐ (อย่าเอ่ยชื่อเลย) ระบบข้างในห่วยมาก มันก็กึ่งๆ ราชการอะนะ

หลายครั้งเจอคนบ่นบริษัทตัวเองว่าห่วย ถึงแม้ว่าชื่อชั้นบริษัทจะเป็น top ของประเทศก็ตาม แต่เมื่อวิเคราะห์จากผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้แล้ว มันก็ยังเป็น top ประเทศไทยอยู่ดี

สมมติให้ประสิทธิภาพในการทำงานซัก 50% (เยอะมากแล้ว) ยังได้ขนาดนี้ ถ้าเกือบร้อย จะได้ขนาดไหนกันเชียว

มามองย้อนดูตัวเองบ้าง สมมติถ้าเราเปิดบริษัทเองล่ะ ลูกน้องมันจะด่าลับหลังว่า บริษัทเราห่วยบ้างรึเปล่า

สมมติว่าตอนแรกมีไม่กี่คน ระบบดีจริง แต่พอยิ่งโต คนเยอะ มันยิ่งห่วยล่ะ มีวิธีที่ทำให้มันดีแบบ sustain มั้ย

ไม่รู้คนในบริษัทอย่าง google, pixar ตอนทำงานมันรู้สึกยังไงกันบ้างเนาะ