20 July 2005

ชื่อบริษัท

ต้องเป้นชื่อที่ unique นิดนึง ไม่ใช่เอาคำธรรมดาหลายๆ คำมาต่อกัน แบบ
Total Network Solution - TNS (ทีมบอลที่แพ้ลิเวอร์พูล)
Integrated Technology Service - ITS
อะไรทำนองนี้

ต้องไม่เอานามสกุลมาตั้งเป็นชื่อบริษัท (แบบชินคอร์ป) เพราะเดี๋ยวไปเป็นนักการเมืองตอนแก่แล้ว จะหนีภาพนักธุรกิจไม่ออกแบบทักษิณ

16 July 2005

Sale

เรื่องสำคัญที่สุดในบริษัท ผมว่ามี 3 เรื่องที่คิดออก คือ สินค้า การบริหาร และการขาย

ที่ผ่านๆ มาผมกับมาร์คพูดถึงสองเรื่องแรกซะเยอะ เพราะเจอกับตัวมากกว่า วันนี้ขอพูดเรื่องที่ไม่ค่อยได้สัมผัสตรงๆ เท่าใหร่กันบ้าง

เรื่องของคนขายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในองค์กรณ์ ถึงขั้นที่ว่าหนังสือ Re-Imagine ต้องใส่เรื่องนี้ไว้เยอะมากๆ ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าเพราะอะไร เนื่องจากตัวเองอยู่ฝ่ายการผลิตมาโดยตลอด ผมนึกไม่ออกว่าเซลที่ดีมากๆ นั้นควรเป็นอย่างไร วันนี้เลยขอเล่าถึงข้อแย่ของเซลที่ไปเจอมาแล้วกัน

เรื่องของเรื่องคือวันนี้เกิดอารมณ์อยากดูหนังไทยกันดื้อๆ ซึ่งก็เป็นนิสัยของคนอย่างผมที่จะไม่ปล่อยให้ความคิดอย่างนี้ลอยออกไปกับอากาศ ว่าแล้วเลยไปซื้อหนัง

ตลอดเวลาในร้าน เซลที่เข้ามาประกบผมน่ะก็ทำงานดีหรอก แต่ผมเห็ดจุดบกพร่องหลายอย่าง เช่น

- ไม่สังเกตเลยว่าผมหยิบอะไรอยู่ หยิบองค์บาก พวกแนะนำหนังเกาหลี
- ไม่สังเกตการตอบโต้ของลูกค้า ตอนไหนลูกค้าอยากเดินเงียบๆ ตอนไหนอยากสอบถาม พวกจะพูดอย่างเดียวเลย
- หนังบางเรื่องที่ผมถามถึงแล้วหมด ดันไม่ยอมเสนอทางออกให้ผม เช่นจะมาอีกทีเมื่อใหร่

แค่สามข้อนี้ร้านนี้ก็เสียโอกาสได้เงินจากผมเพิ่มจากที่ผมหยิบไปอีกหลายสิบเปอร์เซนต์ นั่นหมายถึงถ้าเป็นอย่างนี้ตลอด รายได้รวมทั้งปีก็ลดลงอย่างน่าเสียดาย

ช่วงนี้เดินเข้าร้าน Boots บ่อย พบว่าพนักงานขายของที่นั่นดีมากๆ จังหวะการแนะนำ และการถอยออกมา ถ้ามีโอกาสอยากลองไปทำงานเล่นๆ ดูอยากรู้ว่าเค้าทำยังไง

15 July 2005

ฝึก

ที่เขียนกันมานาน ชอบบล็อกอันนี้ของลิ่วเป็นพิเศษ
ในหนังสือ Re-Imagine! ของทอม ปีเตอร์ ประโยคนึงที่ฝังใจตัวเองอยู่จนวันนี้ คือ เรามองว่าตัวเองเป็นมืออาชีพรึเปล่า แน่ล่ะ ทุกคนอยากเป็นมืออาชีพ

แต่ไปดูมืออาชีพตัวจริงอย่างนักกีฬา เค้าซ้อมทุกวันเพื่อแข่งอาทิตย์ละ 2 ชม. (กรณีนักบอลนะ)
ในขณะที่มืออาชีพเก๊อย่างเราๆ ไม่เคยฝึกซ้อมกันเลย อย่างดีก็เทรนๆ นิดนึงตอนเข้างาน หลังจากนั้นก็ลุยงานจริงกันอย่างเดียว

นี่เป็นข้อแตกต่างระหว่างมืออาชีพกับมือสมัครเล่นรึเปล่า

ลิ่วเขียนว่าไม่ขยันไม่เป็นไร ขอให้สุดยอดไว้

อยากเขียนเสริมไว้กันลืมว่า จะบอกพนักงานว่ามึงไม่ต้องทำงานเยอะหรอก เอาเวลาไปฝึกตัวเองให้เก่งๆ ดีกว่า

ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งถ้าพนักงานใช้เวลา 10 ชม. เรียนรู้ XML จากนั้นใช้เวลาปรับแต่ง parser ที่มีอยู่แล้วครั้งละชั่วโมง
เทียบกับการโง่ไม่รู้ XML แล้วถึก define format เอง เขียน parser เองครั้งละ 5-6 ชม.

ถึงเวลารวมแบบเดิมๆ จะน้อยกว่า แต่ประโยชน์ที่ได้คือ parse คราวหน้าก็ใช้แค่ ชม. เดียว ไม่ต้องอีก 5-6 ชม. เท่าเดิม

เป็นสมการก็
10 + 1x ปะทะ 6x
ระยะยาวก็คุ้มกว่ากันเยอะ บริษัทคุ้มเพราะประหยัดเวลา พนักงานก็คุ้มเพราะมีความรู้ติดตัว

ดังนั้นตอนนี้ก็ไม่ต้องทำงานดีกว่า อ้างว่าผมกำลังฝึกตน (:P)

เวลาเข้างาน

มาทำงานไปซักพักแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า เวลาเข้างานที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร

คิดว่าตอนเช้าควรเป็น 9.00
ถ้าเช้ากว่านี้จะกดดันมากเกินไป ส่วนสายกว่านี้มันก็ส่งเสริมให้ขี้เกียจ เหลาะแหละ ซึ่งควรมีเงื่อนเวลามาบีบไว้บ้าง

ตอนเย็น เลิก 17.00 ก็พอ
เดี๋ยวรถติด (เลิกงานเร็วเป็นสวัสดิการอย่างนึงนะ) แล้วตอนเย็นๆ ก็ไม่ต้องทำงานเยอะหรอก ทำมาทั้งวันแล้ว ทำไปอีกก็ไม่ค่อยเวิร์คแล้วล่ะ เอาเวลาไปนอน เดินกับแฟน เล่นกับลูกเหอะ

8-17 ก็ 7 ชม. น้อยกว่าปกติ ชม. นึง เป็นจุดขายบริษัทได้ปะเนี่ย

จริงๆ ต้องคิดกรณีพวกกลุ่มงานสร้างสรรที่ไม่ใช่งานรูทีน อย่าง โปรแกรมเมอร์หรือฝ่ายศิลป์อะไรพวกนี้ด้วย อาจให้เข้างานกี่โมงก็ได้ (อาจมีขั้นต่ำว่าวันนี้หรืออาทิตย์นี้คุณต้องนั่งออฟฟิศกี่ชั่วโมง เป็นต้น) แต่ที่สำคัญคือถ้าคุณไม่เข้าออฟฟิศ คุณต้องการันตีได้ว่าตัวคุณจะสามารถติดต่อได้ (Stay connected) ไม่ใช่แค่โทรไปต้องรับ แต่ถ้าต้องการไฟล์หรืองาน คุณต้องให้ได้

(สงสัยได้เปลืองเงินซื้อ GPRS แจกชัวเลย)