15 July 2005

ฝึก

ที่เขียนกันมานาน ชอบบล็อกอันนี้ของลิ่วเป็นพิเศษ
ในหนังสือ Re-Imagine! ของทอม ปีเตอร์ ประโยคนึงที่ฝังใจตัวเองอยู่จนวันนี้ คือ เรามองว่าตัวเองเป็นมืออาชีพรึเปล่า แน่ล่ะ ทุกคนอยากเป็นมืออาชีพ

แต่ไปดูมืออาชีพตัวจริงอย่างนักกีฬา เค้าซ้อมทุกวันเพื่อแข่งอาทิตย์ละ 2 ชม. (กรณีนักบอลนะ)
ในขณะที่มืออาชีพเก๊อย่างเราๆ ไม่เคยฝึกซ้อมกันเลย อย่างดีก็เทรนๆ นิดนึงตอนเข้างาน หลังจากนั้นก็ลุยงานจริงกันอย่างเดียว

นี่เป็นข้อแตกต่างระหว่างมืออาชีพกับมือสมัครเล่นรึเปล่า

ลิ่วเขียนว่าไม่ขยันไม่เป็นไร ขอให้สุดยอดไว้

อยากเขียนเสริมไว้กันลืมว่า จะบอกพนักงานว่ามึงไม่ต้องทำงานเยอะหรอก เอาเวลาไปฝึกตัวเองให้เก่งๆ ดีกว่า

ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งถ้าพนักงานใช้เวลา 10 ชม. เรียนรู้ XML จากนั้นใช้เวลาปรับแต่ง parser ที่มีอยู่แล้วครั้งละชั่วโมง
เทียบกับการโง่ไม่รู้ XML แล้วถึก define format เอง เขียน parser เองครั้งละ 5-6 ชม.

ถึงเวลารวมแบบเดิมๆ จะน้อยกว่า แต่ประโยชน์ที่ได้คือ parse คราวหน้าก็ใช้แค่ ชม. เดียว ไม่ต้องอีก 5-6 ชม. เท่าเดิม

เป็นสมการก็
10 + 1x ปะทะ 6x
ระยะยาวก็คุ้มกว่ากันเยอะ บริษัทคุ้มเพราะประหยัดเวลา พนักงานก็คุ้มเพราะมีความรู้ติดตัว

ดังนั้นตอนนี้ก็ไม่ต้องทำงานดีกว่า อ้างว่าผมกำลังฝึกตน (:P)

1 comment:

Lew said...

จากประสบการณ์ การจะทำงานอย่างนั้นได้ ปัญหาเริ่มต้นลยคือต้องวางแผนมาตั้งแต่ Business Model ของบริษัท

บริษัทจำนวนมาก คิดงานและเงินกันเป็น ManDay

เวลา Track งาน ก็มักมีคำถามว่า Progress ไปได้กี่ % แล้ว

เรื่องพวกนี้คงไปตอบลูกค้าไม่ได้ว่าโค้ดยังไม่ีมีเลยสักบรรทัด เพราะให้ลูกน้องนั่งอ่านหนังสืออยู่

นี่ไม่รวม Requirement แย่ๆ ของลูกค้าที่ขาดความรู้ คิดว่าจ้างมันแ้ล้ว ก็ให้มันเขียนโปรแกรมให้ทำได้ทุกอย่างในตัวเดียวไปเลย

สุดท้ายโปรแกรมขาดความเป็น Modular ออปเจกต์รกโดยไม่จำเป็น และบั๊กจำนวนมากเกิดจากส่วนที่ไม่ควรจะมี

จะทำอย่างในฝันกูได้ Business Model ต้องอยู่ในระดับ Technology Provider แล้วปล่อยให้พวกรับหน้าเอาไป Implement เข้ากับ Requirement กันเอง

ยกตัวอย่างเช่น NextApp คนสร้าง Echo Framework อย่างนั้น ที่เขียน AJAX Framework มาขายสตูดิโอ ก็เป็นโมเดลนึงที่ทำอย่างที่กูว่าได้