26 May 2005

Corporare Identity

เขียนบล็อกข้างล่างแล้วไปอาบน้ำ คิดไปคิดมาได้ไอเดียอีกเพียบ มาเขียนเก็บต่อไป

Corporate Identiy หรือภาพลักษณ์องค์กร เป็นอะไรที่ต้องทำพอๆ กับตัว Products ถ้าภาพลักษณ์องค์กรดี การโฆษณาตัว Product ก็ยิ่งทำได้ง่ายขึ้น

ดูตัวอย่าง Apple กับ Google

ผมมี iBook หนึ่งเครื่อง iPod อีกหนึ่ง ถามตัวเองว่าทำไมถึงเลือก Mac แทน PC เกมก็เล่นไม่ค่อยได้
คำตอบที่ได้คือ แมคมันเท่ ซื้อเพราะแค่นี้ล่ะ

ถามต่อไปว่า ทำไมผมถึงรู้สึกว่าแมคเท่
คำตอบคือ เพราะคนเท่ๆ ที่เป็นที่รู้จักในสังคม (เช่น ศิลปิน สถาปนิก นักออกแบบ) ใช้แมคกัน

ทำไมคนเท่ๆ เหล่านั้นถึงใช้แมคล่ะ
ก็น่าจะเป็นเพราะคนเท่กว่า ที่คนเท่ๆ เหล่านั้นนับถือ ก็ใช้แมคมาก่อน

มันก็จะเป็นปัญหา Recursive ไปเรื่อยๆ จนถึงจุดกำเนิดต้นทางที่ว่า
เพราะคนที่จำเป็นต้องใช้แมคสถานเดียวคนแรกๆ (เช่น คนในแอปเปิลเอง หรือจ็อบส์) มันดันเป็นคนเท่น่ะสิ

สรุปก็คือแอปเปิลรู้จุดขายของตัวเองที่ความเท่ (ซึ่งเป็นอะไรที่สำคัญมาก เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะเมดอินเยอรมัน เมดอินไทเป หรือเมดแถวๆ เขาคุนลุ้นก็คุณภาพเท่ากัน ที่ต่างไปคือรูปลักษณ์ภายนอก และอิมเมจตะหาก เรื่องนี้วงการแฟชั่นสอนเรามาหลายปีแล้ว) ดังนั้นแอปเปิลจึงทำตัวเองให้เท่ก่อน พอตราแอปเปิลแปลว่าเท่แล้ว iBook ซึ่งเป็น product ที่แปะตราความเท่นี้ มันเลยเท่ตาม (เข้าใจมั้ยเนี่ยเขียนวกวน)

เมื่อภาพลักษณ์ของบริษัทชัดเจนแล้ว สิ่งที่ตามมาอีกคือการโฆษณาแฝงผ่านสื่อ เช่น บทความว่าจ็อบส์กำลังจะเป็นราชาดิจิตอลคนใหม่ใน Fortune สามหน้า มันได้ผล (กับตัวอิมเมจของบริษัท ไม่ใช่ Product) มากกว่าลงโฆษณาแอปเปิลสามหน้าใน Time, Fortune, WSJ รวมกันซะอีก เพราะผู้บริโภคจะมีปฏิกิริยาในเชิงลบต่อโฆษณาแบบตรงๆ ในขณะที่จะแอบซึมซับภาพลักษณ์จากโฆษณาแฝง ผ่านบทความเหล่านั้น ถ้าเป็นศัพท์ในการตลาดเรียก Buzz Marketing มั้ง

ดูอย่าง Dell ก็ได้ เรารู้จัก Dell ในตำราเรียนหรือบทความทางธุรกิจในแง่เป็นผู้นำ Supply Chain ยุคใหม่ มากกว่าตัว product ของ Dell (เช่น Latitude/Inspiron) ซะอีก

ดังนั้นเราต้องเล่นกับสื่อให้เป็น สร้างอิมเมจของตัวบริษัทขึ้นมา มันเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากต่อบริษัทที่พัฒนาโปรแกรม และขายของไปวันๆ โดยไม่สนใจ Corporate Identiy

ในระยะแรกผู้บริหารจึงเป็นตัวจักรสำคัญในการสร้าง เพราะมันน่าจะอยู่ในรูป บริษัทของกู == ตัวกู สมมติว่าผมทำอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วดัง ลงไทยรัฐ คนอ่านวันเป็นล้าน ถ้าเราสามารถพรีเซนต์ได้ว่าบริษัทของเรา (หรือตัวเรา) มีแนวคิดที่นำสมัย หรือเชี่ยวชาญในเรื่องไหน (หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้คนอ่านรู้สึกดีกับเรา) ต่อจากนั้นไป เมื่อคนคิดถึงเรื่องนั้น ก็จะคิดถึงผมเป็นอันดับแรก จากนั้นก็จะพลอยคิดตามว่าผมทำงานที่ไหน และสุดท้ายก็จะมาถึงการจ้างบริษัทของผมในที่สุด โดยที่ผมไม่ต้องลงทุนทำตลาดอะไรแม้แต่บาทเดียว

3 comments:

ม่อน said...

ส่วนใหญ่ข่าวที่ลงไทยรัฐจะไม่ค่อยดี
ถ้าจะลงไทยรัฐนะ
มี Office
หน้า Office มีต้นไม้
ต้นไม้ ใบ้หวยแม่น
รับรองได้ลงทุก 15 วันแน่

Mk said...

ยกตัวอย่างน่ะ ตอนเขียนนึกอะไรที่มันให้ความรู้สึก mass ไม่ค่อยออก

ม่อน said...

เมื่อกี้ขี่มอไซค์กลับบ้าน (บ้านอยู่บ้านนอก)
เจอ คนนั่งรถเก๋งมา จอดถาม น้องๆ ต้นตะเคียนไปทางไหน (หมายถึงต้นตะเคียนที่ให้หวย)
กูก็บอกว่า เลยมาแล้ว อยู่ทางซ้ายมือ
มันก็บอกว่าเออๆ ขอบใจ
คิดดูสิ มืดๆ อย่างงี้ยังจะไปขูดขอหวยอีก
คือ แค่ 2 ทุ่มครึ่งก็มืดแล้วสำหรับบ้านนอกนะ