29 December 2005

เงิน

เรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ที่อันตราย เป็นเรื่องที่พูดไม่ได้แต่คิดมาก

ถ้า Just Company มีตัวตนขึ้นมาจริงๆ คิดว่าเงินเดือนน่าจะประมาณ average + 20% มากกว่าเพื่อดึงดูดคน แต่ไม่มากจนเกินไปจนเกินจริง เรื่องจ่ายเงินเดือนแพงแล้วฐานะยอบแยบไม่ใช่ปัญหา เพราะในบางครั้งเราต้องยอมจ่ายแพง หรือขาดทุนเพื่อของดีกว่าอยู่แล้ว

อันที่น่าหนักใจกว่าคือระบบการขึ้นเงินเดือน

การขึ้นตามอัตราเป็นระบบที่ยุติธรรม แต่มันมีข้อเสียตรงไม่ว่าทำงานหนักกว่าเพื่อนแค่ไหน ก็ได้เท่ากัน

การขึ้นตามการประเมินช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงาน แต่มันเป็นช่องโหว่เบ้อเร่อสำหรับระบบอุปถัมป์

ยังไงเสียมันต้องใช้สองอย่างผสมกัน เพียงแต่อัตราส่วนที่พอดีอยู่ที่ไหน?

24 December 2005

แลกเปลี่ยน

หลายคนอาจจะบอกว่าแฮมเบอร์เกอร์ของแมคมันห่วย แถมอันที่ดีๆ หน่อยก็แพงเว่อร์ บางคนที่ผมคุยด้วยมักแนะนำนำว่าถ้าจะิกินของดีจริงให้ไปกินที่โน่นที่นี่

น่าแปลกคือร้านที่ดีจริงๆ เหล่านั้น บ่อยครั้งไม่อยู่ให้เราไปลองกันนานๆ บางครั้งถ้าร้านเกิดฮิตขึ้นมาหน่อย ก็ต้องเข้าคิวรอกิน

เรื่องนี้ในมุมของ IT ก็เป็นเหมือนกัน คือ มักจะมีการเสนอขอความสามารถใหม่ๆ สารพัด ไอเดีัยบรรเจิดกันกระจาย

สังเกตไหมว่าเว็บอย่าง Blogger นั้นความสามารถแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีอะไรเลย แต่คนจำนวนมากทีเดียวที่ยังใช้ Blogger ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบใช้ Blogger ไม่ใช่เพราะความสามารถของมัน หากแต่เป็นความน่าเชื่อถือของมัน

Blogger อาจจะฟีเจอร์ไม่เยอะมากมาย แต่เมื่อคุณต้องการใช้ น้อยครั้งมากที่เซิร์ฟเวอร์มันจะล่ม

แมคก็แบบเดียวกัน มันอาจจะไม่อร่อยมาก แต่มันก็มีให้คุณกินทุกที่ และกินได้พอๆ กันในทุกๆ สาขาทั่วโลกของแมค

เรื่องนี้น่าสนใจคือเมื่อเราสร้างธุรกิจขึ้นมา เรามองระดับความต้องการที่จะขยายตัวไปถึุงระดับไหน หากเรามองที่ห้องแถวสามคูหา คนเต็มร้าน แบบร้านก๋วยเตี๋ยวแถวบ้านผม ก็ไม่ต้องคิดมาก อาศัยว่าทำอร่อย ละเมียดกับสินค้า มันก็ขายได้ แต่ถ้าอยากสเกลขึ้นไปถึงระดับประเทศ ต้องเริ่มคิดว่าเด็กทำงานพิเศษมันไม่ใช่กุ๊กระดับประเทศ จะต้องคิดสูตรยังไง ให้ไม่ว่าใครมาทำ ก็กินได้โดยไม่เสียยี่ห้อเรา อาจจะไม่ได้อร่อยอะไรมากมาย แต่ทุกคนสามารถทำได้

เว็บของเราอาจจะไม่ได้ฟีเจอร์เยอะเหมือนคู่แข่ง แต่มันรองรับคนใช้ได้สามแสนคนต่อวัน กับคู่แข่งที่ฟีเจอร์เยอะกว่า เว็บอาจจะเริ่มเดี๊ยงที่คนใช้สามพันคน

เป็นสิ่งที่เราต้องแลกเอา

คนขายของ

เมื่อวานบริษัทที่ดีลด้วย เอาของขวัญปีใหม่มาแจก

เจ้าของเป็นสาวสวย อัธยาศัยดี (มาก) หัวแม่ค้าสุดๆ ลูกค้า (เรา) อยากได้อะไรบอกทำได้หมด ขยันทวงงาน โทรมาตามยิกๆ ตอนแรกทำงานด้วยก็ประทับใจ เออเค้าเก่งดีนะ เรื่องขายของ

(ไม่ได้ชอบเค้านะ คือชอบลูกน้องเค้าอีกคนที่มาด้วยกันมากกว่า ไม่สวยเท่าแต่จืด)

แต่พอเค้าเอาของมาแจก ยิ่งประทับใจ เพราะเค้ารู้จักคนในออฟฟิศมากกว่าเราซะอีก สอบถามได้ใจความว่าเคยดีลงานกับออฟฟิศสมัยอยู่บริษัทเก่า แน่แค่ไหนก็ขนาดเดินเข้าไปแจกเสื้อ ผอ. ได้ล่ะกัน

เลยมานั่งนึกดูถ้าเปิดบริษัท ย่อหน้าที่สองเป็น a must สำหรับคนทำการค้าเลย ถ้าทำให้ลูกค้าประทับใจแล้ว มันสบายไป 22 เท่า (กูจะไหวเหรอเนี่ย)

22 December 2005

บริษัทมันห่วย

ผมทำงานหน่วยงานรัฐ (อย่าเอ่ยชื่อเลย) ระบบข้างในห่วยมาก มันก็กึ่งๆ ราชการอะนะ

หลายครั้งเจอคนบ่นบริษัทตัวเองว่าห่วย ถึงแม้ว่าชื่อชั้นบริษัทจะเป็น top ของประเทศก็ตาม แต่เมื่อวิเคราะห์จากผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้แล้ว มันก็ยังเป็น top ประเทศไทยอยู่ดี

สมมติให้ประสิทธิภาพในการทำงานซัก 50% (เยอะมากแล้ว) ยังได้ขนาดนี้ ถ้าเกือบร้อย จะได้ขนาดไหนกันเชียว

มามองย้อนดูตัวเองบ้าง สมมติถ้าเราเปิดบริษัทเองล่ะ ลูกน้องมันจะด่าลับหลังว่า บริษัทเราห่วยบ้างรึเปล่า

สมมติว่าตอนแรกมีไม่กี่คน ระบบดีจริง แต่พอยิ่งโต คนเยอะ มันยิ่งห่วยล่ะ มีวิธีที่ทำให้มันดีแบบ sustain มั้ย

ไม่รู้คนในบริษัทอย่าง google, pixar ตอนทำงานมันรู้สึกยังไงกันบ้างเนาะ

21 November 2005

ผิด

เคยซื้อขนมไปฝากสาวเมื่อนานมาแล้ว

เนื่องจากลิ้นค่อนข้างจะจรเข้ เลยเลือกซื้อจากเบเกอรี่ร้านดัง ขนมปังชิ้นเล็กๆ ราคาสี่ห้าสิบก็ซื้อได้ไม่คิดมาก

ตอนจบของเรื่องนี้ไม่มีอะไรมาก ขนมชิ้นนั้นไม่ได้เรื่อง และผมไม่เข้าไปซื้ออะไรในร้านนั้นอีกเลย จนวันนี้

เรื่องเล็กๆ อย่างนี้คงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ถ้าเราจะขายของให้แพงกว่าชาวบ้านโดยให้เหตุผลว่ามันมีอะไรบางอย่างดีกว่า เพราะราคาที่คนซื้อจ่ายเราเพื่อซื้อความน่าเชื่อถือนั้น ทำลายความคิดที่จะให้อภัยในหัวของคนซื้อออกไปแล้ว ผมคงซื้อขนมร้านนั้นต่อไป ถ้ามันเป็นเบเกอรี่เล็กๆ หน้าปากซอยที่บังเอิญขนมแบบใหม่มันไม่อร่ิอย คราวหน้าค่อยซื้ออย่างอื่น แต่กับเบเกอรี่มียี่ห้อ แน่นอนว่าผมคาดว่าของที่วางบนชั้นจะถูกตรวจสอบมาหลายชั้นมากกว่าไอเดียบรรเจิดของแม่ครัวคนเดียว

เรื่องนี้เป็นเรื่องของการวางตำแหน่งของสินค้า เราอาจจะวางตัวซอฟท์แวร์เป็นไมโครซอฟท์ก็ได้ มันหาซื้อได้ทั่วไป ราคาธรรมดา ใช้งานได้ เน่าบ้างในบางครั้ง แต่ก็ใช้กันต่อไป แต่หลายเจ้าที่วางตลาดไว้เหนือกว่านั้น เช่นแอปเปิล มันจะไม่มีที่ว่างสำหรับคำว่าอภัย

บางทีตำแหน่งของแบรนด์ไม่ได้บอกตัวมันเองว่ามันดีกว่าหรือแย่กว่า

แต่เป็นเรื่องที่ว่าเราเหมาะกับตรงไหนมากกว่า

07 November 2005

เนี้ยบ

ใช้ของ apple มาหลายตัว มันเนี้ยบตั้งกะฝากล่องถึงข้างใน

อาจเป็นเพราะคนเราจะกลายเป็น perfectionist ยามซื้อของแพง ประมาณว่ากูจ่ายเงินทั้งที ก็ขอของที่ดีที่สุด ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ apple มันดังก็ได้ เมื่อของมัน "ดู" เนี้ยบ และคุณภาพโอเค ชาว perfectionist ทั้งหลาย จึงยอมเสียเงินแพงกว่านิดหน่อยซื้อความสบายใจ

มันเหมือนกับเรายอมจ่ายแพงกว่า ซื้อซีดีเบเกอรี่ เนื่องจาก 1.) ได้เพลงเพราะกว่า 2.) ได้ความรู้สึกหรูหรากับกล่องซีดีกระดาษแปลกๆ ที่มันไม่เหมือน jewel case ในกรณีซื้อแกรมมี่อาร์เอส ถึงแม้ว่ากล่องกระดาษนี่ล่ะตัวพังง่ายเลย

ในยุคการแข่งขันรุนแรง ตลาด premium อาจจะกว้างกว่าที่เราคิด เพียงแต่การทำของขายตลาด premium เราต้อง "คิด" อย่าง "ละเมียดละไม" จริงๆ เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีเงิน มีความต้องการที่ชัดเจน มี brand royalty สูง ขึ้นกับคนขายว่าจะทำของขายที่พิถีพิถันพอที่พวกเค้าต้องการรึเปล่า

29 October 2005

Recruit

เรื่องที่ซีเรียสมากในการทำงาน คือการรับคน mk เคยเขียนไว้เรื่องที่ว่าอย่าให้ความบ้าสถาบันมาบังตาให้เราทิ้งใบสมัครคนดีๆ ไป

แต่อีกเื่ื่รื่องที่สำคัญมากคือ คนดีๆ คนนั้นมันเหมาะแก่องค์กรณ์เรารึเปล่านี่สิ โคตรสำคัญ

เอาไอสไตน์ไปวาดรูป มันก็ไม่ต่้างอะไรจากเอามือสมัครเล่นมาวาด เพราะไอนสไตน์คือนักฟิสิกส์

ตรงนี้เป็นเรื่องที่คนรับสมัครงานต้องมองให้ขาด และถ้ามองให้ขาดได้ ถือเป็นแก่นของบริษัทเลย เพราะข้อแรกคือองค์กรณ์ของเราจะไม่ต้องส่งจดหมายเสนองานออกไปมากเกินไป อย่างนั้นมันทำให้เสียภาพลักษ์บริษัทว่้าเข้าง่าย เข้าเมื่อใหร่ก็ได้

แต่อีกข้อที่สำคัญกว่าืคือการที่เราได้คนไม่ตรงงานมา มันสร้างความเสียหายให้ทั้งองค์กรณ์ และตัวพนักงานเอง เพราะส่วนตัวพนักงานก็ไม่มีความสุข สักพักมันลาออก งานสะดุดเข้าไปอีก

เรื่องของการรับคนให้ตรงงาน เรื่องที่่ง่ายที่สุด และทำกันไม่ค่อยได้คือ การเขียนคำอธิบา่ยงานให้ดีๆ สื่อถึงงานที่จะให้คนเข้ามาทำได้อย่างแม่นยำ ลองนึกถึงโฆษณารับสมัครงานที่เจอได้ทั่วไป

ตำแหน่ง โปรแกรมเมอร์
คุณสมบัติ C/C++, Java, JSP, C#, VB, J2EE, PHP, SQL, Oracle, MySQL, ตามด้วยรายชื่อภาษาโปรแกรมมิ่งอีกประมาณสามร้อยภาษาทั่วโลก
อื่นๆ มีความคิดสร้างสรรค์, ทำงานเป็นทีม, มนุษย์สัมพันธ์ดี, ชอบเรียนรู้ บลาๆๆๆๆๆๆๆๆ

อ่านแล้วทำให้ผมนึกถึงเรื่องโฆษณาสมัครงานโปรแกรมเมอร์จาวาประสบการณ์ 5 ปี ในสมัยที่จาวาเกิดมาบนโลกได้สามปี

เตือนตัวเองไว้ เผื่อวันนึกอยากเปิดแกลเลอรี่ภาพวาด อย่าไปรับสมัครไอนสไตน์ เพียงเพราะไอคิวสูง

27 October 2005

Speed

ทำงานในหน่วยงานราชการ เลยรู้ว่า speed เป็นเรื่องสำคัญ

ในภาวะที่ทุกคนในตลาดทำงานชนิดเดียวกันได้ ตัวชี้วัดว่าใครจะอยู่ใครจะไป มีสองอย่าง
  1. style - ตัวอย่างมีคำเดียวว่า Apple โปรแกรมแบบเดียวกัน ลูกค้าย่อมซื้ออันที่สวยกว่า เรื่องนี้ไว้ว่ากันวันหลัง
  2. speed - ขายก่อน กำไรก่อน ปิดช่องทางคู่แข่ง (มีข้อแม้เล็กๆ ว่าของขายต้องดีกว่าด้วย ถ้าดีกว่าและเร็วกว่าก็แทบจะปิดประตูแพ้)
ตอนทำ Blognone จากคิดจนถึงไซต์อัพขึ้นมา ใช้เวลา 3 วัน แต่ตอนนี้งานกระจอกในออฟฟิศบางอัน ใช้เวลาเป็นเดือน ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเค้าถึงส่งเสริมให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจ

คิดว่าถ้าคนในองค์กรจะทำงานแบบ speed ได้ จะต้องขึ้นอยู่กับสร้าง passion ให้ได้แค่ไหน ซึ่งมันไปพ่วงกับการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงาน การออกกฎเกณฑ์บางอย่างที่ไม่ให้ผลทางตรง แต่ให้ผลทางอ้อมกับการสร้าง passion ไว้มาเขียนต่อ

Location

มีข่าวแว่วมาว่าจะได้ย้ายออฟฟิศ สาเหตุก็เดิมๆ คือ คนเยอะเกินกว่าที่ออฟฟิศเดิมจะรับไหว จึงต้องเกิดการ split คนจำนวนหนึ่งออกไป ซึ่งนโยบายคือ developer ออกไป เพราะเป็นหน่วยงาน research ที่ไม่จำเป็นต้องนั่งที่สำนักงานเดิม ติดต่องานภายนอก

ได้ย้ายไปตึกใหม่หรูๆ มันก็โอเค แต่ถ้ามามองว่าเป็นองค์กรของเราบ้างล่ะ

เป็นที่รู้กันตั้งกะ ป.4 ที่เข้าค่ายลูกเสือครั้งแรก ว่าการเอาคนไปคลุกคลีอยู่ด้วยกันเป็นวิธีที่ดีในการเชื่อมความสัมพันธ์ อย่างน้อยทุกคนน่าจะเห็นด้วยว่า ถ้าคนในองค์กรสนิทสนมกันแล้ว การทำงานมันจะราบรื่นกว่า บรรยากาศในการทำงานย่อมดีกว่าอยู่แล้ว

แน่นอนว่าปัญหาคนล้นที่ เบียดกันตาย มันย่อมมีเข้าซักวัน ถ้าองค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้น เราจะทำยังไงดี
  1. พยายามหยุดยั้งจำนวนคนที่เพิ่มให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ คือเมื่อคนเยอะอยู่ตัวแล้วต้อง freeze ส่วนประสิทธิภาพในการทำงานนั้น เอาเทคโนโลยีมาช่วยแทน คนเยอะไม่ได้แปลว่าจะเก่งกว่าเสมอไป
  2. ถ้าทำข้อ 1 แล้วยังแก้ไม่ได้จริงๆ มีวิธีรับสภาพ 1 องค์กร 2 ออฟฟิศอย่างไร? โดยมีข้อแม้ว่าประสิทธิภาพในการทำงาน (โดยเฉพาะการสื่อสาร) ยังคงอยู่

17 October 2005

สวัสดิการ

จาก http://googletooth.blogspot.com/
Google จ้างหมอฟันมานั่งประจำ

เลยคิดได้ว่าเรื่องสวัสดิการก็สำคัญกับบริษัทมาก นอกจากสวัสดิการทั่วไปตามกฎหมายแล้ว เราน่าจะมีอะไรเจ๋งๆ มาดึงดูดพนักงานมั่ง

Google จ้างหมอฟัน บริษัท Just Company (ชื่อชั่วคราว) จะจ้างหมอ.........

ที่พอคิดออกก็
  • กาแฟฟรี อันนี้ธรรมดาบริษัทไหนก็มี น่าจะมีกาแฟสดฟรีนะ
  • โค้กฟรี ก็ธรรมดาสำหรับบริษัทคอม เดี๋ยวนี้คงต้องมีตู้ชาเขียวฟรีด้วย จะล้างผลาญรึเปล่าไม่รุ
  • Google มีข้าวเที่ยงฟรี บริษัทใหญ่ขนาดนั้นคงทำได้ แต่ถ้าเราทำ มันคงเบื่อตายพอดี ไว้มีพนักงาน 500 คนแล้วค่อยว่ากัน
  • นวดฟรี อย่าคิดลึกนะครับ สนับสนุนนวดแผนไทย มันคงดูเท่ดีนะ (แต่ถ้านวดแบบนั้นฟรี รับรองคนสมัครเป็นแสน)
  • เชิญดารามาเยี่ยมบริษัทบ่อยๆ ต้องมีเส้นสายพอควร แต่ก็เข้าท่า (เชิญ Buzz music อะไรงี้)
  • มีห้องเล่นเกม ถ้าผมเป็นประธานบริษัทจริง จะบริจาค Revolution 1 เครื่อง
  • ห้องอ่านหนังสือ - ไม่มีบางกอกโพสต์ แต่มี FHM และอื่นๆ ที่ไม่ผิดกฎหมาย (ห้ามยืมกลับบ้านด้วย) หนังสือยอดฮิตแบบ Boom นี่รับอยู่แล้ว
  • เรื่องเลิกงาน เขียนไปแล้ว
  • เลี้ยงขนมบ่อยๆ ท่าทางบริษัทเราคงมีแต่ผู้ชาย คงต้องเลี้ยงอะไรที่ผู้ชายมันไม่ค่อยได้กิน เช่น เค้กก้อนละ 80 บาทพวกนี้
  • อยากให้มีไลบรารีกลางสำหรับ MP3 แบบว่าเอาของทุกคนมารวมกันแล้วเก็บใน Storage server แต่โดนจับแหงๆ เลยว่ะ เพลงมี corporate license มั้ยเนี่ย
  • กิจกรรมประจำปี คงมีอยู่แล้ว แต่ไม่อยากให้มันมีเบๆ อย่างพาไปทะเล กีฬาสี เห็นเว็บ f0nt.com เค้าพาไปวัดพระแก้ว ไอเดียบรรเจิดดี เราจะพาไปวัดโพ
  • นึกไม่ออกละ

04 October 2005

PR

วันก่อนมีคุณนักข่าวมาหา เค้าถามว่า หน่วยงานมีคนทั้งหมดกี่คน
เลยตอบๆ ไป คิดว่า 50-60 คนมั้ง

เจอบอสดุเลย

บอกว่าถ้าคุณ "คิดว่า" ก็อย่าตอบ ตัวเลขอย่างเป็นทางการให้ไปถาม PR เอา อย่าไปตอบซี้ซั้วะ

อืม มันก็จริงนะ มืออาชีพมันต้องมืออาชีพตั้งกะหัวจรดเท้า มันวัดกันที่เรื่องเล็กๆ แบบนี้ล่ะ

11 September 2005

Brand Building

เชื่อมาตลอดว่า การสร้างแบรนด์กับบริษัท มันสามารถสร้างได้เพียงแค่ครั้งเดียว ภาพลักษณ์ใดๆ ที่ปรากฎออกไปต่อคนภายนอกแล้วก็จะถูกหลอมรวมเข้ากับภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กรณียกเว้นก็พอมีอย่างเช่น Apple หรือ IBM ที่ต้องตายก่อนรอบนึงถึงฟื้นกลับมาด้วยอิมเมจที่ต่างออกไป (แต่ก็ยังมีฐานเดิมอยู่ ไม่สุดขั้ว เช่น Apple เดิมมี Innovation ปัจจุบันก็ยัง Innovation เช่นเดิม)

ยกตัวอย่างแบรนด์และคำพูดที่นึกถึงเวลาพูดชื่อแบรนด์นั้นๆ
  • Apple
    Innovation, Smart, Style, Easy, Hip, Cool, Artist, Non-technical
  • IBM
    แก่แต่ยังเก๋า, Smart, Conservative, Large Enterprise, Business, Empire จะมีความรู้สึกว่า IBM เป็นยักษ์ใหญ่ที่ทำอะไรได้หลายอย่าง มีกิจการหลายด้าน
  • Microsoft
    อิมเมจค่อนข้างจะผูกติดกับตัวเกตส์มาก (คาแรกเตอร์บริษัทตามคาแรกเตอร์ผู้นำ) Microsoft จะดู Rich, Intelligent, Mass Consumer, Empire, Monopoly และที่สำคัญคือ Evil เป็นคาแรกเตอร์ที่ชัดมากๆ
  • Sun
    มีความรู้สึกว่า Sun ทำได้หลายด้านเหมือนกับ IBM แต่สิ่งที่ต่างไปคือเหมือน Sun จะทำได้ไม่ดีเลยซักด้าน อาจเป็นเพราะตัว CEO มีคาแรกเตอร์ไม่ค่อยเด่นชัดนัก
  • Google
    Google เป็นตัวอย่างของการสร้างอิมเมจที่ดีมาก เราจะรู้สึกว่า Google เป็น Nice guy, No evil, Modern, Smart แต่มีอารมณ์ขัน, เป็นที่รวมตัวของคนเก่งๆ อิมเมจค่อนข้างจะออกไปแนว Apple แต่สังเกตว่าจะไม่รู้สึก Hip หรือ Style
บ้านเราอันที่ชัดๆ ก็มือถือ
  • AIS
    ด้านดี : Rich, Hiso, Everywhere จะเห็นว่า AIS ประสบความสำเร็จในการทำให้เรารู้สึกว่า แบรนด์นี้​"ครอบคลุม" การใช้งานนะ
    ด้านแย่ : แพง, Monopoly, Evil อันนี้จะเหมือนกับ MS คือภาพลักษณ์แย่ๆ ติดมาจากตัวผู้นำ ซึ่งมันล้างยากมากด้วย คนจำนวนน้อยมากที่รู้จักบุญคลี
    สิ่งที่ AIS ไม่ประสบความสำเร็จคือการสร้างแบรนด์ว่า Hitech กับอายุของลูกค้าแบรนด์ที่ไม่เจาะจงอย่างชัดเจนอย่างเจ้าอื่นๆ
  • DTAC
    Easy, Family, จริงใจ, น่าสงสาร, อ่อนแอ
    DTAC ถือเป็น success case ในการ rebranding เพราะช่วง Orange เข้ามาใหม่ DTAC มีอิมเมจที่ไม่ชัดพอควร และอยู่ตรงกลางระหว่างหรูหรา (AIS) กับ ถูก (Orange) การฉีกไปเล่นกับความจริงใจ ความเป็น Family ก็ช่วยได้มาก การออกมาเล่นโฆษณาของคู่ CEO ก็มีผลช่วยเยอะเหมือนกัน
  • Orange
    ถูก, ห่วย, แต่ก็ยังถูก, วัยรุ่น (วัยรุ่นแบบสามัญชน)
    โฆษณาชุด Sharing เป็นแค่การสร้าง Awareness ในชื่อ Orange เท่านั้น แต่ว่าภาพก็ยังออกมาในแนวๆ ของถูก หาซื้อได้ง่าย เจอง่าย (ตาม UBC, 7/11 เครือข่ายของ CP) ถึงจะห่วยหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไรยังถูก ภาพลักษณ์ด้านที่ Orange ไม่มีเลยคือ Hitech
  • Hutch
    Hitech, Smart, Young, Hip
    Hutch ก็สร้างแบรนด์เก่ง ดูเป็นวัยรุ่นที่ไม่เหมือนออเรนจ์ คือ วัยรุ่นเท่ๆ เด็กบอร์ด เด็กแร็พ มีสไตล์ มีสมอง แต่เมื่อรวมกับความจริงที่ว่าวัยรุ่นเท่ๆ มันเป็นแค่ส่วนน้อยในสังคม และการจำกัดพื้นที่บริการของ Hutch เอง ทำให้เกิดความรู้สึกว่า Hutch เป็นอะไรที่เฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่วงกว้าง
Google เป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างแบรนด์ที่ใช้เวลาสั้นๆ แต่ผลที่ได้ออกมาจับใจ Google อ่านออกว่าผู้คนต้องการบริษัทหน้าใหม่ที่ฉลาด น่าสนใจ และที่สำคัญคือเป็น nice guy/no evil การสร้างแบรนด์ของ Google ไม่ใช่แต่โฆษณาหรือภาพลักษณ์เท่านั้น แต่ยังรวมฟีเจอร์ ลักษณะการใช้งานของ app แต่ละตัวของ Google ที่ไปในทางเดียวกัน (ต้องชม Brand Manager มากที่คุมโทนให้ออกไปในทางนี้ได้ เนื่องจากโปรแกรมของ Google มีเยอะ)

ผลที่ได้รับก็คือ Loyalty ของลูกค้า Google มีสูงมาก มันจะคล้ายๆ Apple คือเป็นลัทธิที่เจ้าลัทธิทำอะไรก็ค่อนข้างดีหมดไป อาจจะไม่คลั่งไคล้รุนแรงเท่า Apple แต่ก็ช่วยได้มาก โดยเฉพาะการยอมรับของใหม่ๆ ที่ออกมา เช่น Google Talk ที่ถึงจะห่วยแต่พอแปะตรา Google ก็ฟังดูดีได้มาก ถ้าลองคิดกลับกันเป็น Yahoo! แทนคงโดนด่าเยอะกว่านี้เยอะ และโดนพูดถึงน้อยกว่านี้เยอะ

Yahoo! เป็นตัวอย่างที่ผิดพลาดในการสร้าง Brand คือจุดเริ่มต้นมาเหมือนกับ Google คือมาในทาง Innovative แต่ภายหลัง Yahoo! ผันตัวไปแนว Portal, Merchandize, Media ซึ่งคาแรกเตอร์ค่อนข้างกระจายไม่โดดเด่นมากนัก Google คงมองจุดอ่อนอันนี้ของ Yahoo! ออกเลยมีบทเรียนที่จะไม่ทำตาม

04 September 2005

เตรียมตัวเข้าตลาด

วันนี้ดูสารคดีอะไรซักอย่าง เค้าสัมภาษณ์บ.โคมไฟที่เพิ่งจดเข้า MAI ไป เจ้าของบอกว่าเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้นมาตั้งกะเปิดบริษัทแล้ว เช่น เรื่องการจัดโครงสร้างบริษัท การประชาสัมพันธ์ การทำบัญชี (กูเกลียดคำนี้ว่ะ) ดังนั้นพอจะจดจริงๆ เลยลดระยะเวลาในการเตรียมตัวเข้าตลาดเหลือเพียง 3 เดือน และเสียเวลาอีก 6 เดือนในการเลือกที่ปรึกษาทางการเงินเท่านั้นเอง

ยิ่งตอนนี้มาทำงานที่ต้องเกี่ยวกับบริษัท PR ซะมาก เลยคิดว่าหลายอย่างให้มืออาชีพเค้าทำให้น่าจะดีกว่า ซึ่งมันก็เหมาะกับเทรนด์การ outsource ดี ถ้าเราเองเปิดจริงก็คงไม่หวังแค่เป็นบริษัทห้องแถวอยู่แล้ว เขียนเตือนใจตัวเองไว้ว่าเอาจริงแล้วอย่าลืม อย่าขี้เกียจ แล้วก็อย่างก ตัวอย่างดีๆ มีให้เห็นอยู่

20 July 2005

ชื่อบริษัท

ต้องเป้นชื่อที่ unique นิดนึง ไม่ใช่เอาคำธรรมดาหลายๆ คำมาต่อกัน แบบ
Total Network Solution - TNS (ทีมบอลที่แพ้ลิเวอร์พูล)
Integrated Technology Service - ITS
อะไรทำนองนี้

ต้องไม่เอานามสกุลมาตั้งเป็นชื่อบริษัท (แบบชินคอร์ป) เพราะเดี๋ยวไปเป็นนักการเมืองตอนแก่แล้ว จะหนีภาพนักธุรกิจไม่ออกแบบทักษิณ

16 July 2005

Sale

เรื่องสำคัญที่สุดในบริษัท ผมว่ามี 3 เรื่องที่คิดออก คือ สินค้า การบริหาร และการขาย

ที่ผ่านๆ มาผมกับมาร์คพูดถึงสองเรื่องแรกซะเยอะ เพราะเจอกับตัวมากกว่า วันนี้ขอพูดเรื่องที่ไม่ค่อยได้สัมผัสตรงๆ เท่าใหร่กันบ้าง

เรื่องของคนขายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในองค์กรณ์ ถึงขั้นที่ว่าหนังสือ Re-Imagine ต้องใส่เรื่องนี้ไว้เยอะมากๆ ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าเพราะอะไร เนื่องจากตัวเองอยู่ฝ่ายการผลิตมาโดยตลอด ผมนึกไม่ออกว่าเซลที่ดีมากๆ นั้นควรเป็นอย่างไร วันนี้เลยขอเล่าถึงข้อแย่ของเซลที่ไปเจอมาแล้วกัน

เรื่องของเรื่องคือวันนี้เกิดอารมณ์อยากดูหนังไทยกันดื้อๆ ซึ่งก็เป็นนิสัยของคนอย่างผมที่จะไม่ปล่อยให้ความคิดอย่างนี้ลอยออกไปกับอากาศ ว่าแล้วเลยไปซื้อหนัง

ตลอดเวลาในร้าน เซลที่เข้ามาประกบผมน่ะก็ทำงานดีหรอก แต่ผมเห็ดจุดบกพร่องหลายอย่าง เช่น

- ไม่สังเกตเลยว่าผมหยิบอะไรอยู่ หยิบองค์บาก พวกแนะนำหนังเกาหลี
- ไม่สังเกตการตอบโต้ของลูกค้า ตอนไหนลูกค้าอยากเดินเงียบๆ ตอนไหนอยากสอบถาม พวกจะพูดอย่างเดียวเลย
- หนังบางเรื่องที่ผมถามถึงแล้วหมด ดันไม่ยอมเสนอทางออกให้ผม เช่นจะมาอีกทีเมื่อใหร่

แค่สามข้อนี้ร้านนี้ก็เสียโอกาสได้เงินจากผมเพิ่มจากที่ผมหยิบไปอีกหลายสิบเปอร์เซนต์ นั่นหมายถึงถ้าเป็นอย่างนี้ตลอด รายได้รวมทั้งปีก็ลดลงอย่างน่าเสียดาย

ช่วงนี้เดินเข้าร้าน Boots บ่อย พบว่าพนักงานขายของที่นั่นดีมากๆ จังหวะการแนะนำ และการถอยออกมา ถ้ามีโอกาสอยากลองไปทำงานเล่นๆ ดูอยากรู้ว่าเค้าทำยังไง

15 July 2005

ฝึก

ที่เขียนกันมานาน ชอบบล็อกอันนี้ของลิ่วเป็นพิเศษ
ในหนังสือ Re-Imagine! ของทอม ปีเตอร์ ประโยคนึงที่ฝังใจตัวเองอยู่จนวันนี้ คือ เรามองว่าตัวเองเป็นมืออาชีพรึเปล่า แน่ล่ะ ทุกคนอยากเป็นมืออาชีพ

แต่ไปดูมืออาชีพตัวจริงอย่างนักกีฬา เค้าซ้อมทุกวันเพื่อแข่งอาทิตย์ละ 2 ชม. (กรณีนักบอลนะ)
ในขณะที่มืออาชีพเก๊อย่างเราๆ ไม่เคยฝึกซ้อมกันเลย อย่างดีก็เทรนๆ นิดนึงตอนเข้างาน หลังจากนั้นก็ลุยงานจริงกันอย่างเดียว

นี่เป็นข้อแตกต่างระหว่างมืออาชีพกับมือสมัครเล่นรึเปล่า

ลิ่วเขียนว่าไม่ขยันไม่เป็นไร ขอให้สุดยอดไว้

อยากเขียนเสริมไว้กันลืมว่า จะบอกพนักงานว่ามึงไม่ต้องทำงานเยอะหรอก เอาเวลาไปฝึกตัวเองให้เก่งๆ ดีกว่า

ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งถ้าพนักงานใช้เวลา 10 ชม. เรียนรู้ XML จากนั้นใช้เวลาปรับแต่ง parser ที่มีอยู่แล้วครั้งละชั่วโมง
เทียบกับการโง่ไม่รู้ XML แล้วถึก define format เอง เขียน parser เองครั้งละ 5-6 ชม.

ถึงเวลารวมแบบเดิมๆ จะน้อยกว่า แต่ประโยชน์ที่ได้คือ parse คราวหน้าก็ใช้แค่ ชม. เดียว ไม่ต้องอีก 5-6 ชม. เท่าเดิม

เป็นสมการก็
10 + 1x ปะทะ 6x
ระยะยาวก็คุ้มกว่ากันเยอะ บริษัทคุ้มเพราะประหยัดเวลา พนักงานก็คุ้มเพราะมีความรู้ติดตัว

ดังนั้นตอนนี้ก็ไม่ต้องทำงานดีกว่า อ้างว่าผมกำลังฝึกตน (:P)

เวลาเข้างาน

มาทำงานไปซักพักแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า เวลาเข้างานที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร

คิดว่าตอนเช้าควรเป็น 9.00
ถ้าเช้ากว่านี้จะกดดันมากเกินไป ส่วนสายกว่านี้มันก็ส่งเสริมให้ขี้เกียจ เหลาะแหละ ซึ่งควรมีเงื่อนเวลามาบีบไว้บ้าง

ตอนเย็น เลิก 17.00 ก็พอ
เดี๋ยวรถติด (เลิกงานเร็วเป็นสวัสดิการอย่างนึงนะ) แล้วตอนเย็นๆ ก็ไม่ต้องทำงานเยอะหรอก ทำมาทั้งวันแล้ว ทำไปอีกก็ไม่ค่อยเวิร์คแล้วล่ะ เอาเวลาไปนอน เดินกับแฟน เล่นกับลูกเหอะ

8-17 ก็ 7 ชม. น้อยกว่าปกติ ชม. นึง เป็นจุดขายบริษัทได้ปะเนี่ย

จริงๆ ต้องคิดกรณีพวกกลุ่มงานสร้างสรรที่ไม่ใช่งานรูทีน อย่าง โปรแกรมเมอร์หรือฝ่ายศิลป์อะไรพวกนี้ด้วย อาจให้เข้างานกี่โมงก็ได้ (อาจมีขั้นต่ำว่าวันนี้หรืออาทิตย์นี้คุณต้องนั่งออฟฟิศกี่ชั่วโมง เป็นต้น) แต่ที่สำคัญคือถ้าคุณไม่เข้าออฟฟิศ คุณต้องการันตีได้ว่าตัวคุณจะสามารถติดต่อได้ (Stay connected) ไม่ใช่แค่โทรไปต้องรับ แต่ถ้าต้องการไฟล์หรืองาน คุณต้องให้ได้

(สงสัยได้เปลืองเงินซื้อ GPRS แจกชัวเลย)

28 June 2005

ค่าตอบแทน

เรื่องหนึ่งในการทำงานคือเรื่องของการดึงคนระดับสุดยอดไว้กับเราใ้ห้ได้มากที่สุด ปัญหาเรื่องการเก็บยอดฝีมือไว้กับองค์กรณ์คงเป็นเรื่องชวนปวดหัวกันในระดับโลก เพราะแม้แต่ไมโครซอฟท์เองก็เจอปัญหานี้

มีความพยายามแก้ปัญหานี้กันตลอดมา ตั้งแต่เรื่องของการเพิ่มเงินตอบแทนให้มากขึ้น สร้างบรรยากาศการทำงาน สวัสดิการแปลกๆ เช่น โค้กฟรี กาแฟฟรี ป๊อกกี้ฟรี รักษาพยาบาลฟรี ไปจนมีกองทุนเลี้ยงชีพ เงินช่วยแต่งงาน เพิ่มวันลา ฯลฯ

......แต่สุดท้าย... .. คนก็ยังออก............

เป็นหลักพื้นฐานของทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่าเมื่อผู้บริโภคได้รับสินค้าใดมากขึ้นเรื่อยๆ ความพึงพอใจของเขาต่อสินค้านั้นจะลดลงเรื่อยๆ

...เงินก็เช่นกัน...

ต่อให้เสนอเงินต่อพนักงานมากสักเพียงไร ถึงจุดหนึ่งแล้ว เงินที่เพิ่มขึ้นกลับไม่ได้สร้างความซื่อสัตย์ต่อองค์กรณ์ของเขาเพิ่มขึ้นเลย ผมนั่งนึกว่ามันจะมีทางไหมที่จะรักษาคนระดับสุดยอด ใ้ห้อยู่กับเราชนิดที่ว่าอยู่กันไปตลอดชีวิต

.....ผมนึกถึงสถานศึกษา.....

ผมเห็นอาจารย์หลายคน ล้วนแต่อยู่ในระดับที่บอกได้ว่าสุดยอดกันทั้งนั้น แต่เขาก็ยินดีที่จะอยู่กินเงินเดือนน้อยกว่าผมเสียอีก เพราะอะไรเขาถึงอยู่?

ผมเชื่อว่าเป็นเพราะเวลา ที่ซื้อพวกเขาไว้ ด้วยการจ่ายเงินเดืิอนในระดับต่ำแต่ให้เวลาอย่างมากมาย เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถสร้างโอกาสเพิ่มเติมให้กับตัวเองได้อย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นด้านโอกาสในการหารายได้เพิ่มเติม หรือการเปิดโอกาสให้เขาได้ไปพัฒนาตัวเอง ไปเที่ยว ไปอยู่กับครอบครัว ไปจีบหญิง ฯลฯ

ผมฝันถึงบริษัทที่เวลาทำงานลดลงเรื่อยๆ ตามอายุงาน ผมเข้าไปครั้งแรก อาจจะเป็นมนุษย์เงินเดือนตามปรกติ หนึ่งปีผ่านไป บริษัทให้เวลาว่างผมสองวันต่อเดือน ปีที่สามผมเลิกงานเร็วขึ้นวันละชั่วโมง พร้อมๆ กับความสุดยอดที่มากขึ้น การเทรนที่มากขึ้น ผมกลับมีเวลามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเงินเดือนอยู่ในระดับที่พอแข่งขันได้เ่ท่านั้น


เมื่อผมทำงานไปสิบปี ผมอาจจะต้องเข้าบริษัทแค่วันละเจ็ดชั่วโมง สิบวันต่อเดือน เงินเดือนอาจจะต่ำที่สุดในบรรดาคนมีประสบการณ์และเชี่ยวชาญเฉพาะทางสิบปี

.....แต่บริษัทจะซื้อผมได้ด้วยเวลา.....

เวลาว่างไม่จำเป็นต้องเป็นเวลาว่าง บริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอตัวรับงานพิเศษ พร้อมๆกับเปิดโอกาสให้ไปรับงานข้างนอกได้ โดยอาจจะห้ามเฉพาะบริษัทคู่แข่งโดยตรง ในวันว่างของเขา หรือถ้าเขาจะไปสอบใบรับรองเพิ่มเติม ก็เรื่องของเขา จะไปปนั่งอ่านนิยาย ดูหนัง นอน เขียนโปรแกรมโอเพ่นซอร์ส เชิญตามสบาย....

ผมเชื่อว่านี่เป็นการสร้างความสมดุลเพื่อให้พนักงานได้รับความพึงพอใจสูงสุด ด้วยการเปิดโอกาสให้เขาสามารถบริหารเวลาของเขาเองได้


นี่อาจจะเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการสร้างบริษัทระดับสุดยอดในฝันของผมก็เป็นได้.....

24 June 2005

"Welcome Back" Campaign

ผมเชื่อว่าการทำงานในบริษัทนึงๆ มันน่าจะไม่นานเกินไปจนเบื่อ และควรไปหาความท้าทายใหม่ๆ บ้าง ถึงคุณจะเป็นระดับผู้ก่อตั้งก็ตาม แต่ก็ควรจะมีวันที่คุณควรวางมือ แล้วไปตกปลา นวดสปา หรือไปหาอีหนูก็แล้วแต่ชอบ (ระวังตกตึก)

แต่สรุปว่า เพื่อความท้าทายในชีวิต ควรเปลี่ยนงานให้บ่อยกว่าเดิม ซัก 2 ปีในช่วงต้นๆ แล้วก็ 5 ปีตอนแก่ น่าจะกำลังดี

สัมภาษณ์งานมาหลายที่ บริษัทมักอยากรั้งตัวเราไว้ให้อยู่นานๆ ชอบถามว่า น้องมีแผนจะไปเรียนต่อหรือเปล่า จะอยู่กับพี่นานมั้ย ถึงสองปีมั้ย อยู่นานๆ นะ

ผมคิดว่ามันเป็นความคิดที่เก่าไปแล้ว เพราะถ้าใจมันไม่อยากอยู่ รั้งตัวไว้ก็ไม่เกิดผลอะไร

วิธีที่น่าจะดีกว่าคือ ส่งเสริมให้พนักงานออกไปหาความท้าทายข้างนอก แต่จุดสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อเค้าประสบความสำเร็จกับที่อื่นแล้ว ก็ควรจะยินดีต้อนรับเค้ากลับมาเป้นอย่างยิ่ง ไม่ใช่เฉดหัวทิ้ง ไม่มองหน้า แอบด่าแม่ แบบที่บริษัททั่วๆ ไปเค้าชอบทำกัน

อย่าลืมว่าพนักงานเหล่านี้ คือพนักงานที่รู้จักองค์กรของคุณเป็นอย่างดี (ซึ่งพนักงานใหม่ที่ไปดึงตัวมาไม่มี) และก็รู้จักโลกภายนอกบริษัทคุณด้วย มีมุมมองที่แตกต่างไปจากแนวคิดเดิมๆ ในองค์กร (ซึ่งพนักงานที่อยู่มาสิบปีก็ไม่มี)

พนักงานแบบนี้เค้าเรียกว่าทรงคุณค่าสุดๆ ถ้าเป็นผมจะทำทุกอย่างเพื่อดึงตัวกลับมา ให้เงินเดือนคูณสองไปเลยเอ้า เงินน่ะ หาง่าย แต่หาพนักงานเก่งๆ น่ะยากกว่าเยอะ ไม่ต้องเสียดายเงินหรอก

แน่นอนว่าสำหรับหลายๆ คน เงินไม่ใช่ประเด็น มันอยู่ที่ซื้อใจต่างหาก ช่วงก่อนที่พนักงานคนนั้นจะลาออกไป ผู้บริหารต้องปฏิบัติการซื้อใจกันเต็มที่ ให้ประทับใจ ให้อยากกลับมา ดีไม่ดีถ้าเห็นว่าหมอนั่นถึงจุดอิ่มตัวแล้ว อาจจะเสนอให้ออกไปเลยด้วยซ้ำ ลองคิดดูสิ ประธานบริษัทเรียกคุณไปพบ แล้วบอกคุณว่า "ผมอยากให้คุณออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะผมต้องการคุณ" มันจะซื้อใจขนาดไหน ยิ่งมีออพชันพ่วง ให้เข้างานได้รอบสองตามต้องการเมื่อไรก็ได้ รับประกันด้วยว่าจะรับอีกรอบชัว คนที่ขายชีวิตให้น่าจะมีไม่น้อย เพราะตัวเองก็ได้เปิดหูเปิดตา แถมอนาคตยังมีคนที่เห็นความสำคัญของคุณอีก

ระบบนี้ใช้ประสบความสำเร็จที่ดิสนีย์ เมื่ออนิเมเตอร์มีเยอะเกินไปจนโตตามลำดับได้ยาก ทางออกที่อนิเมเตอร์จำนวนมากทำ คือหนีไปอยู่กับคู่แข่งดิสนีย์ (ซึ่งโอกาสโตมีมากกว่า) เมื่อ "ชื่อ" ของคุณได้แล้ว เดี๋ยวดิสนีย์จะดึงคุณกลับไปเอง แล้วคราวนี้กลับไปอย่างยิ่งใหญ่ด้วย

มีประเด็นอะไรที่ค้านได้ ก็ค้านให้เต็มที่นะครับ ผมกำลังฝึกคิดแบบ Inside Out อยู่ ซึ่งมันต้องการมุมมองอื่นๆ มา balance ด้วย

20 June 2005

Business at the Speed of Thought

ทำงานในหน่วยงานราชการ ที่ทำเรื่องขอเบิกเงินเดือน 1 อาทิตย์ แล้วเกิดคำถามขึ้นในใจว่า

ทำยังไงพนักงานในองค์กรของเรา ถึงจะเสนอไอเดียสุดเจ๋งให้หัวหน้า แล้วหัวหน้าสั่งการให้เริ่มทำ ทั้งโปรเซสใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

(5 นาทีก็พอ ไม่ต้องขนาด Speed of Thought)

18 June 2005

Enviorment

ถ้าใครเคยสมัครงานในวันนี้ คงต้องเคยได้ยินคำประเภทว่า อยู่ที่นี่ไม่ต้องเก่งมาก แต่ต้องขยัน อยู่บ่อยๆ เหมือนเป็นเวทย์มนต์

ผมเข้ามาทำงานอยู่หลายเดืิอนแล้ว พบว่าบริษัทจำนวนมากต้องการคนอย่างนั้นจริงๆ

แต่ถ้าคนอย่างผมจะเปิดบริษัท ผมต้องหาธุรกิจที่เวลาผมไป recruit เด็กแ้ล้วบอกได้ว่า อยู่ที่นี่ขี้เกียจได้ แต่ห้ามไม่สุดยอด ผมต้องการคนสุดยอดเท่ายนั้นเข้ามาในองค์กรณ์ของผม ถ้าเป็นโปรแกรมเมอร์ ต้องเป็นโปรแกรมระดับที่รีดทุก Instruction ของ CPU ออกมาทำงานได้ ถ้าเป็นธุรการ ต้องเขียน WebApp หรือ Document From มาส่งจดหมายเวียนได้

เคยพูดกับมาร์คไว้ ว่าถ้าอยากให้พวกสุดยอดจริงๆ มาอยู่ สภาพแวดล้อมคงต้องเอาใจอันหน่อย อาจจะต้องมี 2 ออฟฟิศ อันนึงดูดี หรูๆ เอาไว้รับลูกค้า มีโปรแกรมเมอร์หน้าม้าสามสี่คนผูกไทด์เขียนโปรแกรมกันอยู่ หน้าบริษัทมีพริตตี้รับลูกค้า มีเน็ต Wireless ให้ลูกค้าเล่นได้

อีกอัน......

มีเตียง ถุงนอน ตู้เย็น ไมโครเวฟ และอยู่ติด 7-11 แลนต้องเป็น Gigabit ทั้งบริษัท เน็ตแรงกว่าอีกออฟฟิศร้อยเท่า กะแม่บ้านแบบ 1 คนต่อโปรแกรมเมอร์ 10 คนเอาไว้กันพวกทำรก

ผมอยากให้งานในบริษัท ต้องเป็นบริษัทผมเท่านั้นถึงจะทำได้ นั่นคือเราตั้งราคาบ้าเลือดได้ในระดับหนึ่ง พนักงานเงินเดือนปรกติ เพราะการตัดราคากับบริษัทอื่นคงไม่ดีนัก แต่งานของแต่ละคนในหนึ่งเดือนไม่เกิน 5 man day เวลาที่เหลือ... ไปทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองเป็นสุดยอดเข้าไว้ ถ้าดูหนังแล้วเขียนโปรแกรมได้ดีขึ้นจงไปดูหนัง... อะไรอย่้างนั้น

อุปสรรคที่นึกออกก็....

พวกทำงานเทคนิคด้านหลังอาจจะไม่ยอมแยกออฟฟิศ


....เพราะอีกที่มันมีพริตตี้.....

ตลาดลับ

ตั้งชื่อให้เหมือนกับ ตัวละครลับ ของเกมภาษา

อ่านอันนี้ก่อน : http://chanon.exteen.com/20050609/entry

เชื่อว่าคนเป็นกันเยอะ ว่าการทำงานด้านคอมพิวเตอร์ในเมืองไทย ถ้างานโปรเจคก็เป็นการทำตาม requirement ของคนอื่น ถ้าเป็นงานซัพพอร์ตก็แก้ไวรัสไปวันๆ (กูมาทำภาครัฐ งานนโยบาย รอดไป เป็นคนส่วนน้อย) มันทำให้ passion หดอย่างที่คนเขียนเค้าว่าไว้ การที่เราเอาคนที่มีความสามารถ มีพลัง มี passion อย่างล้นเหลือ มาทำอะไรซ้ำซากจำเจ ใช้พลังเพียงเล็กน้อย เข้าออฟฟิศ 8 โมงเลิก 5 โมง นั่งเขียนไปทั้งวันแล้วกลับบ้าน มันดีแล้วเหรอ ทั้งๆ ที่หมอนั่นมันอาจมีเวลาเก่งสุดตอนตีสองก็ได้

คำตอบที่ได้รับในตอนนี้คือเป็นการบีบด้วยสภาพเศรษฐกิจ เนื่องจากว่าบ้านเรา การเขียนโปรแกรมตามใจเพื่อขายแบบ product (เช่น วางขายเป็นกล่องๆ) มันอยู่ไม่รอด ดังนั้นบริษัทไอทีจะรอดได้ก็ต้องมารับงานโปรเจคทั้งนั้น (อัตราส่วนในบ้านเราน่าจะมากกว่า 90% ถ้าคิดเฉพาะบริษัทซอฟต์แวร์​ไม่นับ support) งานที่น่าจะได้ passion จริงๆ ในเมืองไทย คงต้องไปสอนหนังสือแบบ อ.มะนาว (แต่คงจนนะ อันนั้นก็โดนระเบียบราชการบีบอีก)

ดังนั้นชาวไอทีในเมืองไทยตอนนี้ ก็ทำไรไม่ได้ รับสภาพความเบื่อกันไป เพราะความอยู่รอดสำคัญกว่า passion (อันนี้เป็น fact)

เราลองมาทบทวนกันใหม่ว่ามีอะไรที่พอแก้ไขได้บ้าง

อันดับแรก ประโยคที่ว่า "การเขียนโปรแกรมตามใจเพื่อขายอยู่ไม่รอด" มันน่าจะไม่ใช่ fact (ถึงแม้ว่าจะไม่ fiction ด้วยก็ตาม)

ถ้าเราสามารถสร้างสภาพการทำงานแบบมี passion มาได้ โดยโปรแกรมเมอร์ในบริษัทเขียนอะไรตามใจฉัน (มันก็ไม่ใช่เขียนซี้ซั้วไปซะทีเดียวนะ อย่าเข้าใจผิด)​มันน่าจะเป็นบริษัทในฝันไม่น้อย ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ว่ามีปัจจัยมาบีบคือ
1. ต้องมีกึ๋น
2. ต้องมีเงิน
โดย ถ้ามีกึ๋นแต่แรกแล้วโชคดีด้วยสำเร็จ เงินมันจะตามมาเอง

เรื่อง abstract พอแค่นี้ ทีนี้มาดูการ implementation บ้าง ที่ผ่านมาอ่านดูแล้วมันเหมือนเป็นจริงไม่ได้ถูกป่ะ แต่อย่าลืมว่า
- สิบปีก่อน ไม่มีใครคิดว่าจะซื้อหนังสือออนไลน์ได้ (Amazon)
- ห้าปีก่อน ไม่มีใครคิดว่าจะสั่งคอมออนไลน์ แบบตามใจฉันได้ (Dell)
- สามปีก่อน ไม่มีใครคิดว่าโฆษณาบนเว็บที่มีแต่ตัวหนังสือ มันจะอยู่ได้ (Google Adsense)

เพราะเราเหมารวมว่า มันไม่มีความต้องการ ไม่มีตลาด มันก็ไม่น่าจะขายไม่ได้ ซึ่งเอาจริงแล้วตลาดมันมีอยู่เสมอ เพียงแต่มันไม่แสดงตัวออกมาเพราะมันไม่มีของจะขายต่างหาก

สิ่งที่อยากจะพูดคือ เราสามารถพ้นจากสภาพแบบนี้ (ในบล็อกที่ยกมา) ไปได้ ถ้าเราหา"ตลาดลับ"ของเราเจอ ซึ่งมันยากมาก ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างทั้งกึ๋น เงิน ความสามารถในการบริหารจัดการ ไอเดีย โชค จังหวะ โอกาส เส้นสาย (ผมก็ยังคิดไม่ออก) แต่เชื่อว่ามันน่าจะทำได้ซิน่า คิดทั้งทีก็ต้องคิดใหญ่ๆ หน่อย

ดังนั้นตอนนี้ในเมื่อยังหาไม่เจอ ก็ลับกึ๋นกับเก็บเงินไว้รอละกัน มันได้ใช้แน่

13 June 2005

ภาษาอังกฤษ

เมื่อก่อนคิดว่าตัวเองก็มีดีด้านภาษาพอสมควร

แต่พอมาทำงานจริง เจอฝรั่ง 3 คนนั่งคุยกัน อึ้งแดกเลย (ฟังพอออก แต่คิดคำตอบไม่ทัน)

โลกนี้ช่างกว้างใหญ่นัก (ดีแล้วที่กูไม่รีบไปนอก)

05 June 2005

Logistic

เรื่องปวดหัวเรื่องหนึ่งในโลกธุรกิจ คือการจัดส่ง

ยิ่งในเมืองไทยแล้วความเคยชินกับการขายของแบบตลาดนัด ออกจะเป็นกำแพงให้การค้าแบบอิเลกทรอนิกส์ไม่เกิดเอาเสียเลย

มีธุรกิจหลายอย่างที่วันนี้ไปไม่รอดเพราะ ไม่สามารถตัดการด้านคงคลังและการจัดส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพพอ

อย่างวันนี้ไปกินสุกี้ที่ไม่ใช่เบอร์หนึ่งของไทยอย่าง MK พบว่าเหล่าพวกรองๆ ก็ปรับปรุงบริการกันขึ้นมาดีมากแล้ว น้ำจิ้มไม่ขาด และน้ำชาก็ไม่ค่อยพร่องแบบเดียวกับที่ได้รับจากตอนไปกิน MK

แต่ความประทับใจก็ยังเป็นรองหลายขุม....

เหตุผลง่ายๆ คือผมสั่งของไปสิบกว่าอย่าง มันไม่มีไปสักสาม พาลให้เซ็งกันทั้งโต๊ะ เรื่องนี้ทำให้นึกขึ้นได้ถึงเครื่องปาล์มที่ MK ใช้กันเต็มร้านว่ามันไม่ได้มีไว้เท่ห์อย่างเดียวเลยนะี่นี่

เพราะธุรกิจมันอยู่ด้วยความประทับใจของลูกค้าเอาทีเดียวเลย

ถ้าผมไม่ได้ทำธุรกิจซอฟท์แวร์ซึ่งไม่ค่อยมีปัญหา เพราะสินค้าช่างเล็กกระจิดริด เก็บไว้สองสามร้อยชุดในห้องนอนได้สบายๆ แต่ไปขายอย่างอื่นล่ะ การจัดส่งจะทำอย่างไรไม่ให้กลายเป็นไปรษณีย์ไทยเอาไปกินหมด....

ทำอย่างไรผมถึงจะส่งให้ถึงมือลูกค้าได้เร็วๆ


สงสัยต้องไปดูงานที่ Amazon.....

27 May 2005

ประชุม

เพิ่งไปเข้าประชุมมางานนึง ได้พบความจริงที่ว่า การดำเนินการประชุมเป็นหนึ่งในสุดยอดศาสตร์นักบริหารเลย ไอ้ประชุมธรรมดาแบบประชุมวิชาการที่คนพูดก็พูด คนฟังก็ฟังนั่นเรื่องจิ๋ว อันที่ยากกว่าคือการประชุมแบบ Brainstorming กลุ่มย่อย ที่คนมา Brainstorm ดันเก่งข้อมูลเยอะเต็มหัวแถมอยากพูดตะหาก

เผอิญการประชุมที่ว่าคงไม่เหมาะนักที่จะเปิดเผย (คือข้อมูลไม่เป็นความลับ แต่การมาเขียนวิจารณ์ผู้ร่วมประชุมคงไม่ดีนัก เพราะเป็นคนดังๆ ในวงการวิชาการหลายคน) แต่ว่าประทับใจที่ประธานเก่งมาก ต้องบาลานซ์กันระหว่าง
  • เวลาที่จำกัด เพราะแต่ละคนมีฐานะการงานใหญ่โต จะให้ประชุมถึง 4 ทุ่มแล้วไปฉลองกันต่อมันคงไม่ใช่
  • ไอเดียมหาศาล ที่แต่ละคนตั้งใจนำเสนอ
  • ข้อสรุปในการประชุม ที่ต้องหาให้ได้ และเจาะจง assign งานให้ผู้ประชุมไปดูแลหลังจากนั้น ไม่งั้นที่เถียงกันมาแทบตายหลายชม. ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
ประธานงานนี้ทำได้ครับ จากที่ผมไปนั่งฟัง (ยังกิ๊กก๊อกอยู่เลยไปฟังเฉยๆ กับกินขนมฟรี) ก็มีหลายคนทีเดียว ที่บุคลิก วิธีคิด มุมมองเข้าเค้า ซึ่งอนาคตผมก็อยากจะมีโอกาสทำงานกับคนเหล่านี้ ในทำนองเดียวกัน ในอนาคตผมก็อยากให้คนคิดแบบนี้กับผมเหมือนกัน

โลกช่างกว้างใหญ่นัก

26 May 2005

ีBusiness Model

โดยทั่วไปแล้ว ถ้าตามอ่านมาตั้งแต่บทความแรกๆ จะรู้ว่าผมเทิดทูนระบบในองค์กรณ์ที่พร้อมให้องค์กรณ์เิติบโตได้มากกว่า เนื่องจากว่ามันเป็นเรื่องยาก

แต่ในความเป็นจริงแล้วแก่นของธุรกิจมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่กลับไปอยู่ที่คำถามพื้นฐา่นที่สุดว่า แล้วคุณจะขายอะไร?

ขายบะหมี่ข้างถนนธรรมดารถเข็นคันเดียว ถ้าอร่อยก็รวยได้ แต่กลับกัน หากขยายตัวกว้างไกลแบบชายสี่หมี่เกี้ยว แล้วคุมไม่อยู่หรือไม่อร่อยก็เจ๊งอยู่ดี

ตรงนี้ผมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กูเกิลเติบโตมาได้เลยล่ะ ในวันที่เว็บทั้งหลายรังแต่จะเสนอพื้นที่บนหน้าจอคนอ่านให้ลูกค้ากันมากๆ กูเกินเดินมาแล้วบอกว่า เราให้คุณแค่ตัวอักษรไม่ถึงร้อยตัว แต่ผลกลับตรงข้าม เมื่อสมัยแรกๆ นั้นผมอ่านโฆษณาบนกูเกิลโดยไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่านั่นเป็นโฆษณา ผลตอบรับของมันช่างดีเยี่ยมจนน่าสงสัยว่ามันคิดได้ยังไง....

เราไม่ต้องมีแนวคิดทางธุรกิจใหม่เแกะกล่องเสมอไปในการที่จะประสบความสำเร็จ หลายๆ ครั้งแล้วการเลียนแบบบางส่วน พร้อมกับเอาความพร้อมที่เราเหนือกว่าใส่ลงไป เอาความชำนาญพื้นที่ หรือตลาดบางส่วน กระทั่งเทคโนโลยีที่คู่แ่ข่งไม่สามารถเข้าถึงได้มาเป็นอาวุธให้เราฆ่าคู่แข่งก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นตอนนี้ที่ Hutch ถือเทคโนโลยี CDMA1x อยู่ เล่นเอาใครที่อยากเล่นเน็ตความเร็วสูงผ่านมือถือต้องไปอยู่กับ Hutch กันหมด เพราะโมเด็มแค่ตัวละหกพัน.... หรือทรูนั้นเล่าก็อาศัยเครือข่ายโทรศัพท์ของตัวเองมาใช้เป็นเครื่องมือในการบุกตลาดอินเทอร์เน็ต

ความชำนาญเฉพาะด้าน ทำให้เราได้เปรียบมหาศาล เช่นตัวผมเองที่อยู่เกษตรมาสี่ปี จบมาก็รู้อยู่แก่ใจเลยว่าพื้นที่ตรงไหนบ้างที่มีศักยภาพในการเปิดร้านเช่าหนังสือ หรือด้านทำเว็บล่ะ ผมก็รู้ดีว่าเว็บแนวไหนที่น่าจะทำให้ของขายง่ายกว่า หรืออุปสรรค์สำคัญของ e-Commerce เมืองไทยคืออะไร

เหล่านี้ที่ยกมาข้างตน เป็นเรื่องแรกที่ต้องคิดก่อนเลย วอร์เรนต์ บัฟเฟต ระบุไว้เลยว่าอย่าลงทุนในธุรกิจที่คุณไม่เข้าใจตลาดพอ นี่เป็นเหตุผลให้เขาไม่ลุยไปกับกระแสดอทคอม (แต่ก็ยังรวยโคตร...) คุณต้องเข้าใจหนังการง่ายๆ ว่าคุณจะขายอะไร และใครจะซื้อของคุณ แน่นอนว่าก่อนเริ่มทำธุรกิจ การคิดโมเดลธุรกิจไว้มากๆ เป็นแนวคิดที่ดี ทดสอบธุรกิจใกล้เคียงกัน ทำ SWOT Analysis ซักหน่อย แล้วจึงค่อยเลือกอันที่มีความเสี่ยงต่ำสุด

เกิดความบ้าอยากทำธุรกิจ ต้องเขียนเตือนตัวเองไว้.....

Corporare Identity

เขียนบล็อกข้างล่างแล้วไปอาบน้ำ คิดไปคิดมาได้ไอเดียอีกเพียบ มาเขียนเก็บต่อไป

Corporate Identiy หรือภาพลักษณ์องค์กร เป็นอะไรที่ต้องทำพอๆ กับตัว Products ถ้าภาพลักษณ์องค์กรดี การโฆษณาตัว Product ก็ยิ่งทำได้ง่ายขึ้น

ดูตัวอย่าง Apple กับ Google

ผมมี iBook หนึ่งเครื่อง iPod อีกหนึ่ง ถามตัวเองว่าทำไมถึงเลือก Mac แทน PC เกมก็เล่นไม่ค่อยได้
คำตอบที่ได้คือ แมคมันเท่ ซื้อเพราะแค่นี้ล่ะ

ถามต่อไปว่า ทำไมผมถึงรู้สึกว่าแมคเท่
คำตอบคือ เพราะคนเท่ๆ ที่เป็นที่รู้จักในสังคม (เช่น ศิลปิน สถาปนิก นักออกแบบ) ใช้แมคกัน

ทำไมคนเท่ๆ เหล่านั้นถึงใช้แมคล่ะ
ก็น่าจะเป็นเพราะคนเท่กว่า ที่คนเท่ๆ เหล่านั้นนับถือ ก็ใช้แมคมาก่อน

มันก็จะเป็นปัญหา Recursive ไปเรื่อยๆ จนถึงจุดกำเนิดต้นทางที่ว่า
เพราะคนที่จำเป็นต้องใช้แมคสถานเดียวคนแรกๆ (เช่น คนในแอปเปิลเอง หรือจ็อบส์) มันดันเป็นคนเท่น่ะสิ

สรุปก็คือแอปเปิลรู้จุดขายของตัวเองที่ความเท่ (ซึ่งเป็นอะไรที่สำคัญมาก เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะเมดอินเยอรมัน เมดอินไทเป หรือเมดแถวๆ เขาคุนลุ้นก็คุณภาพเท่ากัน ที่ต่างไปคือรูปลักษณ์ภายนอก และอิมเมจตะหาก เรื่องนี้วงการแฟชั่นสอนเรามาหลายปีแล้ว) ดังนั้นแอปเปิลจึงทำตัวเองให้เท่ก่อน พอตราแอปเปิลแปลว่าเท่แล้ว iBook ซึ่งเป็น product ที่แปะตราความเท่นี้ มันเลยเท่ตาม (เข้าใจมั้ยเนี่ยเขียนวกวน)

เมื่อภาพลักษณ์ของบริษัทชัดเจนแล้ว สิ่งที่ตามมาอีกคือการโฆษณาแฝงผ่านสื่อ เช่น บทความว่าจ็อบส์กำลังจะเป็นราชาดิจิตอลคนใหม่ใน Fortune สามหน้า มันได้ผล (กับตัวอิมเมจของบริษัท ไม่ใช่ Product) มากกว่าลงโฆษณาแอปเปิลสามหน้าใน Time, Fortune, WSJ รวมกันซะอีก เพราะผู้บริโภคจะมีปฏิกิริยาในเชิงลบต่อโฆษณาแบบตรงๆ ในขณะที่จะแอบซึมซับภาพลักษณ์จากโฆษณาแฝง ผ่านบทความเหล่านั้น ถ้าเป็นศัพท์ในการตลาดเรียก Buzz Marketing มั้ง

ดูอย่าง Dell ก็ได้ เรารู้จัก Dell ในตำราเรียนหรือบทความทางธุรกิจในแง่เป็นผู้นำ Supply Chain ยุคใหม่ มากกว่าตัว product ของ Dell (เช่น Latitude/Inspiron) ซะอีก

ดังนั้นเราต้องเล่นกับสื่อให้เป็น สร้างอิมเมจของตัวบริษัทขึ้นมา มันเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากต่อบริษัทที่พัฒนาโปรแกรม และขายของไปวันๆ โดยไม่สนใจ Corporate Identiy

ในระยะแรกผู้บริหารจึงเป็นตัวจักรสำคัญในการสร้าง เพราะมันน่าจะอยู่ในรูป บริษัทของกู == ตัวกู สมมติว่าผมทำอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วดัง ลงไทยรัฐ คนอ่านวันเป็นล้าน ถ้าเราสามารถพรีเซนต์ได้ว่าบริษัทของเรา (หรือตัวเรา) มีแนวคิดที่นำสมัย หรือเชี่ยวชาญในเรื่องไหน (หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้คนอ่านรู้สึกดีกับเรา) ต่อจากนั้นไป เมื่อคนคิดถึงเรื่องนั้น ก็จะคิดถึงผมเป็นอันดับแรก จากนั้นก็จะพลอยคิดตามว่าผมทำงานที่ไหน และสุดท้ายก็จะมาถึงการจ้างบริษัทของผมในที่สุด โดยที่ผมไม่ต้องลงทุนทำตลาดอะไรแม้แต่บาทเดียว

การนำเสนอ

เมื่อวานไปสัมนา Thai Linux & XML Community ที่ SWPark มา วิทยากรสามคน เห็นข้อแตกต่างกันชัดเจน

คนที่สองคือคุณดนุพล สยามวาลา เจ้าของ Ice Solution ฟังพี่แกพรีเซนต์มาหลายรอบ เค้าเป็นคนรู้เยอะ แถมมีลีลาในการนำเสนอดี ฟังทีไรก็สนุก

ส่วนคนที่สามคือคุณอะไรไม่รู้ จาก ThaiXML แบบว่าห่วยอะ รู้เยอะก้จริงแต่วิธีการนำเสนอไม่ดี ความประทับใจแรกพบมันก็ติดลบอะดิ นี่ยังดีฟังเป็นความรู้ฟรีๆ ไม่เสียผลประโยชน์อะไร แต่ลองคิดในกรณีไปบรีฟให้ลูกค้าฟัง ในงานที่ต้องการการแข่งขันสูงแล้วล่ะก็ ไม่รอดแน่ๆ

ความสามารถในการพรีเซนต์เป็นคุณสมบัติมาตรฐานที่คนในองค์กรของผม (ถ้ามีนะ) ต้องมี เน้นว่าต้องมี เพราะผมรู้ดีว่าเรื่องพวกนี้มันฝึกกันได้ ขอเพียงเราเห็นความสำคัญ

ตอนเรียนผมสอนหนังสือหน้าคลาสใหญ่ (300+) มาตลอด และเชื่อว่ามันเป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก อย่างน้อยความคิดเราเป็นระเบียบ การเชื่อมโยงในหัวเป็นเรื่องเป็นราว มีความสามารถในการถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการกับคนอื่นได้ ดังนั้นถ้าผมทำได้ คนอื่นก็ต้องทำได้ด้วย คือถ้ารับเข้ามาก็คงต้องจับเทรนเรื่องพรีเซนต์จริงจังกันซักสามสี่วันเลยล่ะ
  • สไลด์: จุดประสงค์ของสไลด์หรือพรีเซนเตชัน ก็คือการบอกว่า เรื่องนี้คืออะไร (จำกัดความ) มีความน่าสนใจแค่ไหน (เปรียบเทียบกับคู่แข่งหรือตัวอื่นๆ) และถ้าสนใจเพิ่มเติม สามารถหาข้อมูลได้แถวไหน (เว็บลิงก์ หรือคีย์เวิร์ดสำคัญ ให้คนไปกูเกิลได้) เท่านั้น ซึ่งมีคนจำนวนมากคิดว่ามันคือ Text Document ที่ดันอยู่ในแนวนอน แล้วก็พยายามก็อปเอกสารทั้งหน้า หรือข้อความเป็นพรืดใส่ลงไป
  • ที่คิดไว้ในใจ สไลด์หน้านึงยาวได้แค่ 8 บรรทัดเท่านั้น นั่นหมายถึง Bullet 4 อันต่อหน้า (พร้อมคำอธิบาย Bullet ละบรรทัด) ความยาวนั้นไม่ตายตัว แต่เรื่องทั่วๆ ไปก็ไม่น่าจะเกิน 20 แผ่นโดยประมาณ ถ้ายาวกว่านั้นแสดงว่าคุณมีปัญหาในการย่อใจความสำคัญแล้ว
  • ผมให้ความสำคัญกับหน้าตาของสไลด์ค่อนข้างมาก ถึงทุกคนจะไม่สามารถ"ทำ"สไลด์ให้สวยเท่ากันได้ แต่ทุกคนสามารถ"มี"สไดล์ที่สวยเหมือนกันได้ ถ้าดูการพรีเซนต์ของคนในบริษัทใหญ่ๆ อย่าง IBM/Sun จะเห็นว่าสไลด์ดูมืออาชีพกว่าพวกบริษัท SME จอกๆ ที่เราไม่อยากเป็น เรื่องพวกนี้มันเตรียมการกันได้ถ้าคุณเอาใจใส่ จ้างอาร์ตติสก์เขียน Template บริษัทนี่ก็ไม่กี่ตัง แถมยังเกี่ยวพันไปถึง Corporate Identity ที่ต้องทำให้ครบทุกสื่อที่ออกไปอีก
  • ตาราง ชาร์ตต่างๆ สามารถแต่งให้มันดูดีได้ ห้ามมีตารางแบบที่เป็นสาวออฟฟิศหัดเล่น PPT หรือฟอนต์สีรุ้งที่พวกข้าราชการชอบทำใน Word Art โผล่มาเด็ดขาด
  • สิ่งที่ต้องมี คือ ชื่อสไลด์, โอกาสที่มาพรีเซนต์พร้อมลงวันที่, ชื่อคนเขียนพร้อมเมลที่ติดต่อได้, ไลเซนส์ของสไลด์ (ไม่แน่ใจว่า Creative Commons จะเหมาะกับงานเอกสารภายในรึเปล่า) ที่สำคัญคือก่อนคุณพูด คุณต้องมี Archive ของสไลด์นั้นเก็บไว้บนเว็บก่อนพูดเสมอ เพื่อว่าลูกค้า (หรือผู้ที่สนใจ) จะได้ไม่ต้องมาถามถึงอยู่ตลอดว่ามีสไลด์ให้โหลดมั้ย การทำ Archive อาจเป็นของรวมของบริษัทที่เป็นเรื่องเป็นราว แยกคนเขียน แยกวันเวลาชัดเจน
  • สิ่งที่ไม่ควรมีคือหน้า Question? ในแผ่นสุดท้าย ลาวมาก
  • บุคคลิกในการพรีเซนต์เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเกลา บางคนจะมีคำพูดเกะกะที่ติดปากเวลาตื่นเต้น เช่น ก็ นะครับ ดังนั้น etc. ต้องคอยสังเกตและปรับปรุงตอนเทรน
  • ผมแนะนำให้ยืนพรีเซนต์ดีกว่านั่งพรีเซนต์ มันดู Active กว่า และสามารถเล่นท่าทางได้มากกว่า แต่ต้องระวังเคสการยืนบังสไลด์ตัวเองในห้องเล็กๆ และลีลาท่าทางในการยืนด้วย
  • ออกจะลำเอียงไปเล็กน้อย แต่ว่าเอกสารนำเสนอไม่ค่อยมีบทบาทในการแลกเปลี่ยนไฟล์เท่า Text Document ดังนั้นเราควรจะทำเป็น OpenDocument ให้หมด (พร้อมเวอร์ชัน PDF)
  • อีกอย่างที่สำคัญคือหน้าจอ Notebook ของผู้พูดต้องดูอินเตอร์ด้วย ถ้าเอาขึ้นจอใหญ่ดันมีโปรแกรมไม่มี License หรือไฟล์หนังโป๊โผล่มานี่คงอายตาย อย่างน้อยถ้าพูดในนามบริษัท Wallpaper ของโน้ตบุ้คก็ไม่ควรเป็นรูปดารา (ถ้าพูดส่วนตัวมันก็อีกกรณีนึง)
  • เขียนมาถึงตรงนี้ดูเหมือนจะละเอียดไป แต่คิดว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ล่ะ ที่ทำให้บริษัทๆ นึงยังเป็นลูกเต่าต่อไปอีกสิบปี หรือก้าวไปเบียดกับยักษ์ๆ ทั้งหลายได้ มันอยู่ที่ความใส่ใจมากกว่า

24 May 2005

การตลาดภายในองค์กร

วันก่อนคุยกับลิ่ว เรื่องการตลาดภายในองค์กร ทำยังไงเราจะดูแลพนักงานของเราให้ดีเหมือนกับที่เราดูแลลูกค้า เค้าจะได้อยู่กับเรามั่นยืนนาน รักไม่จืดจางหายไปไหน เขียนมาถึงตรงนี้ตกลงกูหมายถึง HR รึเปล่าเนี่ย

แต่อย่างน้อยลิ่วบอกว่า ที่บริษัทมัน (ของผมไม่เรียกบริษัท) ใช้เอ็นจิเนียร์เป็นเซลส์ เพราะจะได้เค้าใจเอ็นจิเนียร์ที่ทำอิมพลีเมนต์ เพราะเป็นเอ็นจิเนียร์เหมือนกัน ไม่ใช่เซลส์ที่มาจากฟิลด์อื่นๆ (เช่น การตลาด) ที่มองเอ็นจิเนียร์เป็นลูกน้อง เลยจิกหัวใช้ไม่เคารพกัน อย่างงี้คนอิมพลีเมนต์เซงงง....

แต่ถ้าเซลส์สวยมันก็ไม่เซ็งอะนะ คนสวยย่อมไม่ผิด

เกี่ยวไรวะเนี่ย

18 May 2005

Wiki

มาทำงานกับฝรั่งเลยได้เห็นความสำคัญของการ document มาก ทำไรไปต้องมาจดไว้ใส่ InternalWiki ทีนี้เจอปัญหาจริงดังนี้

  1. คนไทยนิสัยขี้เกียจเขียน ขนาดกูว่ากูขยันเขียนแล้ว เอาจริงเวลาทำงานเสร็จก็ไม่ค่อยมีใจไปใส่ Wiki เท่าไร
  2. ช่องทางการ Collaborate มีหลายทาง เช่น Mailing List, Bugzilla ทำไมเรา discuss กันใน mailist จบแล้วต้องมาเขียนลง Wiki ใหม่อีกรอบ มีระบบที่เป็นอัตโนมัติมั้ย?
ที่องค์กรใช้อยู่คือ Trac (จริงๆ ไม่ใช่ขององค์กร แต่เป็น Collaboration Site กับบริษัทที่ outsource) มันเป็นการรวม Wiki+bugzilla ยังไม่ได้ลองส่วน Bug

แต่ว่า mailing list มันก็ยังเอามารวมยากอยู่ดี เพราะธรรมชาติ mailist บางทีไว้ติดต่อกับคนนอกด้วย ขณะที่ wiki/trac ใช้กันแต่ภายใน

17 May 2005

Whiteboard

วันนี้คุยไอเดียกับบอส ปรากฎว่าในห้องไม่มีกระดาน ทำให้ขัดใจมาก ยิ่งมาจากสาย Engineer ที่ Flowchart/Mindmap เป็นเรื่องสำคัญแล้วด้วย ความสำคัญของกระดานยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อเกิดการประชุม การวาด Diagram ลงกระดาษคงไม่ใช่อะไรที่เวิร์คนัก

เคยไปสัมภาษณ์งานกับ IBM เค้าใช้กระจกแทนไวท์บอร์ด ก็เท่ดีดูไอโซ อย่างห้องแล็บอ.มะนาวเคยไปชะโงกดูก็เห็นเค้าเขียนกระจกหน้าต่างกัน

วันนี้จะมาเขียนไว้แค่ ถ้าเปิดบริษัทตัวเองแล้ว อยากได้ Whiteboard อันหย่ายๆ มากกๆๆ (พร้อมแม่บ้านที่มาคอยลบกระดานปกติไม่มีใครลบให้ด้วย)

ไม่ต้องกระดานไฮเทคแบบเป็นจอที่เอาปากกาลาก สั่งปรินต์ลงกระดาษได้หรอก เอากระดานง่ายๆ นี่ล่ะ แค่ Maintain ปากกาไม่ให้ซีดก็ยากชะมัดแล้ว

15 May 2005

Time to Service และ Availiability of Service

วันนี้ไปเดินห้างแถวบ้านมาเนื่องจากต้องไปรับบัตรเอทีเอ็มที่ขอไว้ ระหว่างที่กำลังรอเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านของผมกำลังบริการผมด้วยความอืดสุดขีด เลยเป็นเรื่องที่ต้องจำเอาไว้ว่าจะไม่ให้เกิดขึ้นหากจะทำธุรกิจ

เรื่องแรกคือ Time to Service
การทำธุรกิจในวันนี้ ความเร็วคืิอเรื่องที่พลาดไม่ได้ในโลกธุรกิจ แนวคิดลูกค้าคือพระเจ้านั้นยังใช้ได้ในทุกวันนี้ แต่ต้องเติมด้วยว่า ลูกค้าเป็นพระเจ้าที่ใจร้อนเอามากๆ ประเด็นที่ว่าเมื่อลูกค้ามาถึงจุดบริการแล้ว ใช้เวลาเท่าใหร่ที่จะได้รับบริการคือเรื่องที่ต้องคำนึงถึงตลอดเวลา

แบงค์ที่ผมใช้งาน นั้นนับได้ว่าแย่ในเรื่องนี้เอาเรื่องเลย ด้วยการเข้าไปใช้บริการโดยตรงเกือบสิบครั้งในหนึ่งปีที่ผ่านมา ยังไม่มีครั้งไหนเลยที่ผมได้รับบริการเร็วกว่าครึ่งชั่้วโมง ถือว่าสอบตกอย่างแรง แม้ว่าความเป็นจริงแล้วแบงค์นี้จะมีความสามารถในการ Lock ลูกค้าเอาไว้กับตัวได้ดีมาก แต่การบริการที่แ่ย่เป็นวงกว้างอย่างนี้ก็ไม่เป็นผลดีเลยกับการทำธุรกิจในโลกอนาคต

อย่างน้อยถ้าผมทำธุรกิจ ผมก็บอกได้เลยว่าจะไม่ใช้แบงค์นี้เด็ดขาด.....

Time to Service เข้ามาถึงแม้กระทั่งโลกไซเบอร์ ที่อะไรๆ ก็ดูเร็วไปหมดอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีการพัฒนาความเร็วขึ้นไปอีก เช่น 1-Click ของ Amazon และดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่แก้ยากอีกยอย่างหนึ่ง

ลองนึกถึงร้านกาแฟเล็กๆ ในอาคารสำนักงาน ทำกันอยู่สองคน จะทำอย่างไรให้ร้านนี้สามารถบริการลูกค้าได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่อลูกค้านั้นมักจะมีช่วง Peak อยู่ไม่นาน แต่นั่นหมายถึงจำนวนคนที่ล้นทะลักเอาทีเดียว

ถ้าแก้ปัญหา Peak Demand ได้ ผมเชื่อว่าธุรกิจอะไรก็รุ่ง......

ธุรกิจที่ผมเห็นว่าแก้ปัญหาได้ดีมากๆ คือ 7-Eleven ที่ทุกวันนี้มักจะมีเคาน์เตอร์ไว้สองช่อง แล้วปิดช่องนึงไว้ตลอด แต่ถ้าคนเริ่มต่อแถว อีกคนจะเข้ามาช่วยระบายคนทันที ระบบนี้ดีมากๆ เพราะแม้แต่สาขาที่คนทะลักอย่างศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ผมก็ไม่เคยต่อแถวเกินห้านาทีเลย

เพราะฉะนั้น ถ้าทำธุรกิจบริการ เตรียมหาทางแก้ไว้ได้เลย...

อีกเรื่อง Availiability of Service
แปลเป็นไทยคือ ความมีอยู่ของบริการ.... ออกจะแปลกๆ เพราะถ้าทำธุรกิจบริการแล้ว มันต้องมีอยู่แน่ๆ ล่ะ แต่วันนี้เจอมากับตัว

พอดีแวะไปดูเครื่องออกกำลังกายที่กำลังคิดจะซื้อ เจออันถูกใจเข้าจริงๆ ด้วย เลยเข้าไปลองเล่นดูว่ามันใช้ได้มั๊ย

ปรากฏว่ามันออกจะเล็กไปนิด แต่ปรกติเครื่องเล่นพวกนี้มันปรับขนาดได้? มองหาพนักงานซ้ายขวา ไม่มีใครเลย.... แล้วผมก็เดินออกมาอย่างงงๆ เพราะเครื่องพวกนี้มันหนักเอาเรื่อง คงไม่มีใครแบกไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์แน่ๆ แต่การที่ไม่มีพนักงานมาดูนี่ก็ทำให้คิดไม่ออกว่า แล้วมันจะขายใคร?

เรื่องนี้เอาไปเทียบกับ SuperSport ที่เซ็นทรัลพระรามสองแล้ว พนักงานที่นั่นดีมากๆ ผมแต่งตัวเฉิ่มไปยืนมอง พนักงานเข้ามาพูดคุยทันที แถมชวนให้ลองเล่นดู พอเป็นว่าไม่พอดีก็ปรับให้ แม้ว่าจะไม่ได้ซื้อ เพราะรุ่นเล็กสุดที่มีขายก็ยังแพงเกินไปสำหรับผม แต่ความคิดในหัวกเริ่มสัญญากับตัวเองไปแล้ว ว่า...

รวยเมื่อใหร่จะกลับไปซื้อที่นี่ล่ะ.....


การซื้อใจลูกค้ามีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ถ้าคิดโมเดลธุรกิจแล้ว คงต้องมาคิดเรื่องอย่างนี้ต่ออีกยาวเลย....

12 May 2005

จดไ้ว้

มีโปรแกรมอยู่สามสี่ตัวที่น่าศึกษาในการตั้งองค์กรณ์ที่ไวต่ข้อมูล แต่ตัวผมเองตอนนี้แม้แต่ Revision Control System ยังใช้ไม่คล่อง เลยคิดว่าต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกหลายตัว

ตอนที่ที่อยู่ในรายการก็
TeamWork
Tiny ERP
ERP5

ใครมีบทความดีๆ เอามาฝากกันมั่งนะครับ

10 May 2005

Rendezvous with Valhalla

เคยอ่านการ์ตูนเรื่อง หัตถ์เทวะเทรุ ที่ลงใน KCWeekly มั้ย?

เรื่องเกี่ยวกับรพ. Valhalla ที่รวบรวมเอาหมอสุดยอดฝีมือของญี่ปุ่นมารวมกัน เพื่อทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ชื่อนั้นแปลว่า ที่ๆ เทพสิงสถิตอยู่

ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าจะเปิดบริษัทเกี่ยวกับอะไร แต่ว่าบริษัทที่คนเก่งๆ แบบไม่น่าเชื่อมารวมกัน มันไม่น่าสนุกเหรอ สมมติว่าเป็นบริษัทที่รับแต่งานยากๆ โดยไม่จำกัดสาขา (จะ System, GUI, Algo ก็ไม่เกี่ยง) ปัญหานี้ IBM แก้เองไม่ได้เหรอ ยากเกินไปสำหรับ Sun เหรอ จ้างเราสิ แค่คิดก็มันแล้ว

เคยไปสัมภาษณ์งานที่นึง
พี่เค้าเปิดโอกาสให้ถามกลับ เลยถามพี่เค้าว่า ทำไมถึงอยากได้คนเก่งๆ มาร่วมงาน พี่เค้าตอบแบบได้ใจมากว่า พี่คิดว่าตัวพี่เองเป็นคนเก่ง และก็คิดว่าเข้าใจคนเก่งด้วยกัน ว่าคนเก่งต้องการอะไร
เสียดายนิดหน่อยที่ไม่ได้ทำงานด้วย เนื่องด้วยเรื่องเงื่อนเวลาและสถานที่ แต่จะจำคำนี้ไว้

เคยคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา
อาจารย์บอกว่าถ้าคุณเปิดบริษัทเอง ไม่ต้องกลัวจะแก้ปัญหาทางเทคนิคไม่ได้หรอก ถึงคุณเองจะแก้ไม่ได้ แต่ในที่สุดคุณจะเจอคนที่แก้ปัญหานี้ได้ภายในเวลา 1 ชม. เอง อันที่ยากคือคุมไอ้พวกนี้ให้มันทำงานด้วยกันได้ตะหาก

ถึงมันจะเป็นแผนการระยะยาวพอสมควร (น่าจะซักอีก 5 ปี) แต่ก็อยากให้มันเกิดขึ้น

พวกลื้อที่กำลังอ่านอยู่ ตอนนี้ก็ฝึกตัวเองให้แกร่งๆ เข้าไว้นะ อนาคตอั๊วะต้องการพวกลื้อนะ

(อีกไอเดียนึง เขียนที่บล็อกตัวเองก็อปมาเลยละกัน)

08 May 2005

New Era - New Way of Work#03 - 3-Tier Organization

เรื่องราวของการก่อโครงสร้างในบริษัทนั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญกันทีเดียวในการที่จะสร้างองค์กรณ์ที่มีความเติบโตสูงๆ ขึ้นมาสักิันหนึ่ง ยิ่งจะหาคนที่มีความสามารถด้านนี้นั้น เรียกได้ว่าหายากเอาจริงๆ เรื่องนี้เองทำให้ธุรกิจดีๆ จำนวนมาก มีกำไรสูง แต่ไม่สามารถเติบโตไปไหนได้ ลองนึกถึงร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่งที่คนแน่นร้านทั้งวัน แต่ไม่สามารถเปิดสาขาได้ เปิดสาขาใหม่แล้วเจ๊งเพราะคุณภาพด้อยลง ร้านอาหารที่พอจะเห็นทางเติบโตไปได้ก็มีไม่กี่ที่

เช่นเดียวกับธุรกิจ IT ที่ตอนแรกเปิดบริษัทให้คำปรึกษาอะไรสักอย่างขึ้นมา คนเริ่มต้นก็มียอดฝีมือมาห้าหกคนที่ทำงานด้วยกันไำด้ดีมารวมกัน บริษัทก็มีงานเข้า มีกำไร แต่เมื่อบริษัทเพิ่มคนเป็นสามสิบคน กลับเริ่มทำงานลูกค้าเสีย เสียแบรนด์และขาดทุนในที่สุด

โดยทั่วไปแล้ว โมเดลในการทำงานส่วนมากแล้ว ก็จะเป็นลำดับขั้นกันไปเรื่อยๆ ยิ่งคนมาก ก็ยิ่งลำดับขั้นมาก ห้าคนเปิดบริษัท เมื่อจะขยายบริษัท ก็ยกลำดับทั้งห้าขึ้นเป็นผู้จัดการ แล้วมีคนนึงเป็นประธาน เมื่อบริษัทมีหกสิบคน ก็มีหัวหน้าฝ่ายเข้ามา มีหัวหน้ากลุ่มเพิ่มขึ้น

บริษัทขนาดไม่ถึงร้อยคน แต่มีฝ่ายบริการจัดการไปถึง 10 คน ลำดับขั้นในการบริหารไปอีกสี่ห้าขั้น การดำเนินการช้าลง การแก้ไขปัญหาช้าลง ปัญหาในการสื่อสารมากขึ้นจนควบคุมไม่ได้

ต้นเหตุของปัญหาที่แม้จริงของกรณีนี้ ผมเชื่อว่าเกิดจากโครงสร้างบริษัทนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาก่อนทำให้เกิดอาการ Bad Engineered แล้วต้องมานั่ง Re-Engineering กันใหม่อยู่เนืองๆ

ผมเชื่อว่าโมเดลแบบลำดับขั้นนั้นไม่เวิร์ค และจะทำลายความสามารถในการแข่งขันเมื่อบริษัทเติบโตขึ้น ในวันนี้ผมจะเสนออีกโมเดลหนึ่ง ที่นึกเอาไว้ระยะหนึ่งแล้ว

การสร้างโมเดลการบริหารในบริษัทนั้น ทางที่ดีควรสร้างไว้แต่เริ่ม เนื่องจากการปลูกโครงสร้างแบบหนึ่งไว้ จะทำให้เกิดวัฒนธรรมในองค์กรณ์ตามมาด้วย ไอ้อย่างหลังนี่ล่ะที่แก้ยากถ้าปล่อยเอาไว้นานๆ

ผมตั้งชื่อโมเดลที่ผมคิดเอาไว้คือ 3-Tier Model

แวดวงคนเขียนซอฟท์แวร์คงรู้จักกับชื่อนี้กันดีพอควร เพราะเป็นโมเดลที่ใช้กันอย่างหนักในการพัฒนาแอปพลิเคชันในปัจจุบัน คือโมเดล MVC นั่นเอง

ผมออกแบบโมเดลองค์กรณ์ในรูปแบบคล้ายๆ กันเป็นสามชั้น คือ Creative-Implement-Routine ทั้งสามชั้นนนี้จะรวมกันเป็นหน่วยย่อยโดยมีงบประมาณและอำนาจการบริหารเป็นของตัวเอง เรามาดูแต่ละชั้นกันดีกว่า

Creative
ลำดับชั้นสูงสุดในแต่ละหน่วย มีหน้าที่คิด... ความคิดคืองานหลักในชั้นนี้ ยกตัวอย่างหน่วย Development ในชั้นนี้จะเป็น Project Manager/System Anaysis หรือถ้าเป็นฝ่ายขายจะเป็น หัวหน้าฝ่ายขาย เป็นคนที่คิดว่าควรจับลูกค้ากลุ่มไหน

Implement
ลูกน้องคนข้างบน มีหน้าทีทำความคิดของคนข้างบนให้เป็นจริง เช่น โปรแกรมเมอร์ เซลล์ ฯลฯ ชั้นนี้ปรกติแล้วเป็นกำลังหลักในงานของบริษัท จำนวนคนในกลุ่มนี้อาจจะเยอะมากถึงมากที่สุดเอาทีเดียว

Routine
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษในการทำงานที่ต้องทำซ้ำๆกัน เช่น เขียน Document ส่งลูกค้า เขียนใบเสนอราคา ฯลฯ สารพัดที่เป็นงานซ้ำไปมา ควรจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานตรงนี้ได้เร็วๆ เข้ามาทำในจุดนี้เพื่อให้สองชั้นบนสามารถทำงานที่ต้องการการปรับตัวมากๆ ได้ดีขึ้น

สามชั้นนี้เมื่อมารวมกันแล้วจะได้หน่วยทำงานขึ้นเป็นหน่วยๆ โดยแต่ละหน่วยติดต่อกันผ่านเครือข่ายการสื่อสารในบริษัททั้งหมด หรือการประชุมก็จะเป็นการประชุมในหน่วยตัวเอง แต่ละกลุ่มมีสิทธิที่จะแบ่งงานในหน่วยตัวเองออกไปให้หน่วยอื่นๆ ช่วยทำ

ถัดจากชั้นการทำงานนี้ขึ้นไปแล้ว จะมีเพียงระดับบอร์ดบริหารซึ่งมีไม่กี่คนเท่านั้น โดยผู้บริหารจะมองหน่วยเป็นภาพรวมๆ ไปเท่านั้น

ความอิสระในหน่วยย่อย เปิดโอกาสให้แต่ละหน่วยมีอำนาจบริหารเต็ม หากมีความพอใจที่จะแยกบริษัท บริษัทแม่ก็ยินดีให้แยกและแบ่งงานออกไปให้เป็นครั้งคราว

ปล. เอาไว้เรื่องที่น้องจ้อนมาตอบไว้ จะมาตอบกลับวันหลังนะครับ

ERP Blog

บล็อกเกี่ยวกับซอฟต์แวร์​ERP

(น่าชวนมาเขียนด้วยจัง)

Documentation

อ่านคอมเมนต์ของ ABZee (ทำไมมึงไม่ตั้งชื่อให้มันเรียกง่ายๆ วะ) เรื่องว่าการประชุมแบบต่อหน้ายังสำคัญอยู่ ถ้าใช้ Jabber นี่อาจเสียเวลากว่ามากได้

ตอบได้เลยว่าจริง แค่นัดเพื่อนสามคนใน Msn ว่าจะไปกินข้าวไหนกัน ชั่วโมงนึงยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย ถ้าคุยต่อหน้าคงแค่สามสี่คำเองมั้ง

แต่ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่ทำ Document Automation/Workflow แล้วแต่ศัพท์จะเรียก แต่ความหมายมันเหมือนกัน คือ ทำอย่างไรเราจะทำการ Document คำพูดลมปาก คำเจรจา คำยืนยัน ในการประชุม ในการโทรศัพท์ ในเมล ที่เคยเป็นแค่คำพูดลอยๆ พูดแล้วก็หายทิ้งไปกับอากาศ ให้มันเป็นตัวหนังสือจับต้องได้ จัดเก็บได้

เหตุผลนั้นก็รู้กันอยู่ ว่าการเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบส่งผลให้สะดวกกับการค้นหาข้อมูลในภายหลัง ผลดีอื่นคือสามารถนำไป Analyze ต่อได้อีก

เรียนสายคอมพิวเตอร์มา (จริงๆ ก็ทุกสายแหละ) ทุกคนมักจะได้รับการสั่งสอนมาว่า การ Doc เก็บไว้เป็นเรื่องที่สมควร แต่สุดท้ายก็ไม่มีคนทำจริงเพราะขี้เกียจ

คำว่าขี้เกียจเป็นเหตุผลที่ดีมาก ผมเองก็เป็นคนโคตรขี้เกียจเลย (แถมขี้รำคาญอีก) เรื่องที่พูดไปแล้วตกลงกันเรียบร้อย ทำไมจะต้องมานั่งเขียนซ้ำอีก มีประโยชน์อันใด เปลืองแรงงานตาย ซึ่งทุกคนก็คงคิดเหมือนกัน

ทางแก้นั้นมีคนพบแล้ว (แค่เหลือว่าจะฝึกให้เป็นนิสัยได้รึเปล่า) นั่นก็คือ แทนที่เราจะพูดปากเปล่าแล้วมา Doc ทีหลัง ก็เปลี่ยนมาสื่อสารกันด้วยวิธีที่มัน Doc อยู่แล้วดิ จะได้ไม่ต้องทำอะไรซ้ำ Wiki, Blog, Newsgroup, Mailing list, Bugzilla ก็ถือกำเนิดมาด้วยเหตุผลอันนี้ล่ะ

แน่นอนว่าการสื่อสารแบบพบเจอหน้ายังสำคัญอยู่ มันยังมีอะไรเล็กๆ น้อยๆ เช่นกริยาท่าทาง บรรยากาศ อารมณ์ ที่การสื่อสารแบบดิจิตอลทดแทนให้ไม่ได้ ประเด็นก็อยู่ที่ว่าจุดพอดีของมันอยู่ตรงไหน เราสามารถเอามันมาผสมกันได้อย่างเหมาะสมมั้ยตะหาก จุดยากอีกอันก็อย่างที่บอก เราจะฝึกการสื่อสารแบบนี้ให้เป็นนิสัย สำหรับคนทั้งองค์กรที่มีที่มาต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้ด้วยมั้ย

จบ (วันนี้ขับรถทั้งวัน เมื่อย)

07 May 2005

Which Groupware?

Ask Ars: Groupware options

- Lotus Notes/Domino - เป็น propietary มากเกินไป ข้างในก็เก่า
- Exchange/Outlook - เราจะใช้ MS?
- Novell Groupwise - Novell is Dead?
- Websphere/Workplace - เป็น Web Base ที่น่าสนใจ แต่แพงสัด
- Novell Hula - เป็น Web Base เฉพาะแค่ Mail/Cal Server?
- Novell iFolder - เป็น Open Source File Sharing บน Mono
- phpGroupware - ยังไม่ค่อยเชื่อใน Webbase
- Kolab - เป็น KDE รัฐบาลเยอรมันจ้างทำ
- Chandler - มันยัง Active อยู่ปะวะ

Todo
- อันที่น่าเอามาลองเล่นอันแรกสุดคือ iFolder ที่มีโหมด Client ให้ใช้ได้เลย (แบบ Server ต้องซื้อของ Novell คิดว่านะ)

05 May 2005

Universal Inbox

จากเรื่อง Work@Home ที่ลิ่วเขียน ใครอ่านตามก็คงนึกถึงโฆษณา Tech Mode ของ GSM Advance ที่ไปนั่งรับเมลอยู่ริมทะเล

ตอนเย็นนี้เพื่อนๆ มากินข้าวด้วย เพื่อนที่ทำงานมาแล้วเดือนนึง (ของกูสามวัน) บ่นว่าเบื่อที่ทำงานแล้ว เพราะงานมันรูทีน พอกลับมากูเลยคิดได้ว่า เรายึดติดกับความหมายของคำว่า "ความมั่นคง" == "งานประจำ" กันไปหรือเปล่า พวกนี้มันคงเป็นโมเมนตัมทางธุรกิจกับทางสังคมที่วิ่งเร็วไม่เท่ากัน ถึงแม้ทำงานที่เป็นคอนแทรกจะสนุกกว่า เงินดีกว่า ไปเที่ยวได้บ่อยกว่า แต่พ่อแม่ของเราคงไม่สบายใจเท่าไรนักในเทอมของ "ความมั่นคง"

ลองตัดแฟกเตอร์เรื่องความจำเป็นทางสังคมที่ยังต้องทำงานที่ขอเรียกว่าเป็นงา นแบบดั้งเดิม (เข้าออฟฟิศ 8 โมง เลิก 5 โมง) ออกไป ถ้าเป็นงานที่ทำเมื่อไรก็ได้ มันจำเป็นต้องมีอะไรบ้าง

อย่างแรกคือการสื่อสารที่เป็น Always On และ Anywhere (ไม่จำเป็นต้องเป็น Everywhere ขอแค่เขตเมืองก็พอ) สมมติว่าทำงานอยู่บ้าน Always On มีให้ใช้จริงแล้วคือ Broadband ที่กลายเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถ้าอยู่ข้างนอกตามไซท์ เกิดเหตุฉุกเฉินเรายังมี GPRS ไว้รับส่งเมลหรือสั่งคำสั่งคำสัญ แต่ GPRS คงไม่เป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากนัก ถ้าเกิดว่าต้อง Checkout ซอร์สจาก CVS การมาของ WiMax คงแก้ปัญหานี้ได้

สรุปคือเรื่องช่องทางการสื่อสารไม่มีปัญหามากนัก บริษัทสามารถจ่ายค่า Broadband/GPRS ให้ได้อย่างไม่มีปัญหา

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ทำยังไงจะรวมเอาวิธีการสื่อสารทั้งหมด (มือถือ, เมล, IM, CVS Checkout/Commit, Document, Wiki, Blog, BugZilla, etc.) ให้เป็นบูรณาการได้ ทำยังไงถึงข้อมูลถึงจะวิ่งจากผู้ใช้แจ้งเข้า Bugzilla, Project Manager Assign ให้โปรแกรมเมอร์, โปรแกรมเมอร์ได้เมลแจ้งทางมือถือหรือเมลตามแต่ความเร่งด่วน, โปรแกรมเมอร์แก้บั้ก, Code ถูก Commit, BugDatabase ถูก Resolve และ Commit Notification กับ Bug Notification ถูกส่งกลับไปยัง Project Manager

แถม Flow ทั้งหมดจะถูกเก็บลง DB ไว้อ้างอิงในอนาคต รวมไปถึง Analyze หาประสิทธิภาพเพื่อการปรับปรุง ทั้งหมดต้องเป็น Automate

การมาของ metadata น่าจะทำให้เรื่องพวกนี้มันง่ายขึ้น ปกติเรามักจะลบ msg แจ้งเตือนทางมือถือทิ้ง ทำยังไงเราจะ group เรื่องเดียวกันในกรณีเดียวกันนี้เข้าด้วยกัน แล้วเก็บไว้ใน Inbox ส่วนตัว (จริงๆ น่าจะเรียก Document Folder) ที่มีทั้ง Issue, Note, Doc และ Code รวมถึง Discussion จะเรียกว่าเป็น Universal Inbox ก็น่าจะได้

โปรแกรมสเกลขนาดนี้เขียนได้มานี่ เอาไปขายแข่งกับ Lotus ได้เลย หรือว่าไปเปิดบริษัทขายของพวกนี้ดีวะ

Todo
  • Define Tools พื้นฐานที่จะต้องใช้ (BugZilla/IssueZilla, Wiki, Blog (API อย่างไร?), etc.)
  • ไปลองเล่น Lotus Notes, Novell Groupwise อะไรเทือกนี้ดู อาจจะได้ไอเดียที่ดีกว่านี้

New Era - New Way of Work#02 - Work@Home

การที่เราขจัดปัญหาการสื่อสารออกไปได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธิการใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราจะได้ตามมาในทุกวันนี้ คือ การลดความต้องการพื้นที่ในการทำงาน อย่างที่เล่าให้ฟังไปในตอนที่แล้วว่าเพื่อให้การสื่อสารเกิดขึ้นได้ดี เราต้องจ่ายเงินไปเป็นจำนวนมหาศาล แนวคิดองค์กรณ์ยุคใหม่ ควรลดค่าใช้จ่ายตรงนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เนื่องจากมันเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายแล้วหมดไปทันที และยิ่งกว่านั้น มันยังเป็นค่าใช้จ่ายผูกพัน ลองนึกถึงสัญญาเช่าพื้นที่สำนักงานเพิ่มขึ้นอีกสักสิบตารางเมตร ตารางเมตรละ 400 นั่นคือเดือนละสี่พัน คุณจ่ายไปโดยยังหาเสียเวลาตกแต่ง พร้อมกับหาหนักงานมานั่งอีกเดือน ขณะเดียวกันคุณก็เซ็นสัญญาเช่าเป็นเวลาหนึ่งปี

การทำภาระผูกพันเหล่านี้ทำลายความสามารถในการปรับกลยุทธ์ขององค์กรณ์ลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อองค์กรณ์เติบโตด้วยความเร็วสูง ภาระผูกพันเหล่านี้จะเป็นสัญญาณอันตรายกับองค์กรณ์แทบทั้งสิ้น หากบริษัทของคุณเติบโตสูงมาก พนักงานจากสิบคนเพิ่มขึ้นเป็นนร้่อยคน การเพิ่มค่าเฟอร์นิเจอร์ พื้นที่ ฯลฯ จะเพิ่มภาระผูกพันที่ไม่จำเป็นให้กับองค์กรณ์มหาศาล ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมันก็ไม่มีผลเสียอะไรมาก หากไม่เกิดวิกฤติกับองค์กรณ์

หากใครเคยได้อ่าน Only the Paranoid Survive จะได้รับแนวคิดมาอย่างหนึ่ง คือ ธุรกิจทุกอย่างนั้น ต้องพบภาวะวิกฤติใหญ่หลวงเสมอๆ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง โดยผู้เขียนเรียกช่วงเวลานั้นว่า 10X

10X คือจุดวัดความสามารถในการดำรงค์อยู่ขององค์กรณ์ มันเป็นเรื่องง่ายที่มีคนๆ หนึ่งคิดสินค้าเจ๋งๆ ออกมาได้ แล้วขายดี เขาเพิ่มกำลังผลิต เพิ่มพนักงาน สร้างตึกออฟฟิศใหม่ ทันใดนั้นก็เกิดวิกฤติ วิกฤตินี้เองจะกวาดล้างเอาองค์กรณ์ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ออกไปจากตลาด และแบ่งส่วนแบ่งที่เหลือให้กับผู้อยู่รอด การอยู่รอดต่างหากที่สำคัญ ไม่ใช่การเติบโต

การสื่อสารที่ดี ช่วยให้องค์กรณ์เพิ่มความสามารถในการรับมือวิกฤติได้ดีขึ้นมหาศาล ผมกำลังวาดภาพถึงบริษัทไอทีแห่งหนึ่ง ที่พนักงานทุกคนเชื่อมต่อถึงกันด้วยเครือข่าย GPRS/EDGE ทุกคนสื่อสารกันได้ไม่ว่าอยู่ที่ใด เครือข่าย VPN ทำให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรณ์ในบริษัทได้เหมือนนั่งออฟฟิศ ทุกคนออนไลน์เครือข่าย IM ภายในของบริษัทด้วยโปรแกรม Jabber โดยมีข้อบังคับเพียงว่าต้องออนไลน์ตั้งแต่ บ่ายโมงถึงสี่โมงเย็นเท่านั้น ทุกคนเขียน Blog ภายในบริษัท ทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องส่วนตัวไปจนถึงเรื่องงาน เรื่องส่วนตัวนั้น บริษัทลงทุนให้ในการสร้างเว็บให้กับโลกภายนอก ส่วนเรื่องงานนั้นเข้าถึงได้จาก Intranet เท่านนั้น

วงรอบการทำงานของบริษัทจะต่างออกไปจากบริษัทเดิมๆ ที่เคยมีมา

แปดโมงเช้า ท่านประธาน กับเลขา และประชาสัมพันธ์เข้าทำงานในออฟฟิศขนาด 7 x 7 เมตรใจกลางเมือง ทั้งออฟฟิศมีเพียงโต๊ะรับรองและห้องประชุมเท่านั้นเอง คนเข้าทำงานในบริษัทไม่เคยเกินสิบคนต่อวัน

แปดโมงครึ่ง ประธานเปิดโปรแกรม RSS Reader มันแสดงรายการ Blog ที่เกี่ยวกับงานของพนักงานทั้งสองร้อยคนขึ้นมา โดยเรียงตามตำแหน่งของผู้เขียน ประธานเลือกอ่านเฉพาะที่ผู้เขียนเป็นผู้จัดการขึ้นไปซึ่งมีเพียง ยี่สิบคน

เก้าโมง ผู้จัดการคนหนึ่งของบริษัทออกจากบ้าน ตรงไปหาลูกค้า เขาเปิดโน๊ตบุ๊ตเพื่อพูดคุยกับลูกน้องถึงกลยุทธ์ในการดึงลูกค้าคนนี้เข้ามา ขณะนั้นเซลล์ที่เป็นลูกน้องของเขาเพิ่งตื่น และคุยกันผ่านจากโปรแกรม Jabber จากที่บ้าน

สิบโมง การประชุมกับลูกค้าเริ่มต้นขึ้น โปรแกรมเมอร์คนแรกของบริษัทตื่นขึ้นมา เขาอ่าน Blog ของเพื่อนร่วมทีมทันที และพบว่าโมดูลของเพื่อนคนหนึ่งเสร็จเร็วกว่ากำหนด และได้ Commit เข้า CVS ไปแ้ล้ว เขาจึง Check Out โมดูลนั้นออกมา แล้วเริ่มเีขียนส่วนต่อไปทันที

บ่ายสอง ผู้จัดการคนเดิมแจ้งข่าวว่าได้รับงานจากลูกค้าแล้ว และขอให้กันโปรแกรมเมอร์จำนวนสิบคนเพื่อรับงานใหม่ โปรแกรมเมอร์จำนวนร้อยห้าสิบคนของบริษัทที่กำลังทำงานอื่นอยู่ หากคิดว่างานของตนใกล้เสร็จแล้ว และสนใจจะทำงานนี้ สามารถคลิกแจ้งระบบเพื่อรับงานไ้ด้ทันที

สี่โมง ทีม Program01 ถ่ายทอดการออกแบบโปรแกรมที่เพิ่งคุย Requirement จากลูกค้าเสร็จ เพื่อให้โปรแกรมเมอร์ในทีมได้รู้งานของตน มีการสอบถามสดผ่านทางโปรแกรม Jabber หร้อมกับเก็บการถ่ายถอดไว้ใน Media Server ของบริษัท ห้าโมง ประธานและพนักงานในออฟฟิศทั้งหมดกลับบ้าน

ตีสาม โปรแกรมเมอร์คนสุดท้ายของบริษัทหลับ.....

สองปีผ่านไป บริษัทขยายขนาดเป็น สี่ร้อยคน ส่วนออฟฟิศนั้นขยายขนาดขึ้นเป็น 7x14 เมตร เพราะเช่าห้องข้างๆ มา เพื่อเป็นห้องประชุมเพิ่มเติม และห้อง Server ที่ย้ายมาจากเดิมที่ Co-Location กับ ISP แห่งหนึ่ง ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีทางที่พนักงานทั้งหมดจะยัดเข้าไปในออฟฟิศของบริษัทได้เลย

พนักงานที่เพิ่มขึ้นกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ใครจะรู้ได้ว่าโปรแกรมเมอร์คนไหนเขียนโปรแกรมอยู่บนดอยอ่างขาง หรือกลางหมู่เกาะสุรินทร์ หรือคนไหนหนีไปเที่ยวฮ่องกง?

พนักงานที่ทำงานใออฟฟิศยังคงมีจำนวนเท่าเดิมจากสองปีก่อน......

New Era - New Way of Work#01

พูดถึงเรื่องการทำงานในยุคต่อไปแล้ว ผมเชื่อว่าบริษัทในยุคต่อๆ ไป ต้องมีความสามารถเพิ่มขึ้นหลายๆ อย่างเลยทีเดียว ที่ว่าเพิ่มขึ้นนั้น เพราะแต่เดิม เรามักเชื่อกันว่าโมเดลธุรกิจนั้น เป็นสิ่งแรกที่เราจะต้องมีในการที่เราจะประสบความสำเร็จ

เมื่อก่อน ถ้าเราจะตั้งบริษัท คำถามแรกคือ เราจะขายอะไร

แต่ในยุค IT นี้ การพึ่งพาเพียงสินค้าดูเหมือนจะไม่เพียงพอเอาเสียแล้ว เพราะสิ่งที่คุณทำได้ในวันนี้ จะมีคนทำได้ในอีกหกเดือนข้างหน้า อีกไม่เกินปี มันจะกลายเป็นของแจกฟรี!!!

สิ่งที่คุณต้องการในโลกธุรกิจ คือการเคลื่อนตัวที่เร็ว บริษัทที่คล่องตัว ขยายตัวรองรับความต้องการได้ในเวลาอันรวดเร็ว หดตัวกลับได้เมื่อมีความจำเป็น ปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้ในเวลาสั้น.....

สิ่งที่เราจะประสบทันทีในการปรับขนาดและกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลาคือ การสื่อสาร

การสื่อสารในองค์กรณ์ เป็นเรื่องสำคัญมากในการทำงานยุคต่อๆ ไป

ในวันนี้ องค์กรณ์ต่างๆ แม้แต่บริษัทเทคโนโลยีำจำนวนมากยังปรับตัวไม่ได้ เขาแก้ปัญหาการสื่อสาร ด้วยการนำพนักงานจำนวนมากมานั่งในออฟฟิศ แล้วให้ทำงานร่วมกันในนั้น เพื่อสะดวกต่อการสื่อสาร เมื่อปัญหาสุกงอมถึงจุดหนึ่ง เขาตัดสินใจทำลายปัญหา ด้วยการให้ทุกคนหยุดทำงาน แล้วทำการประชุม

สิ่งที่เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ เช่นนี้คือ ความสามารถในการแข่งขัน เพราะทุกคร้งที่แก้ปัญหา นั่นคือการเพิ่มต้นทุนเข้าำไปในเนื้องาน ลองนึกถึงค่าใช้จ่ายที่จะนำพนักงานคนหนึ่งมานั่งในออฟฟิศ นั่นคือพื้นที่ 4-6 ตารางเมตรต่อคน ด้วยค่าเช่าตารางเมตรละ 400 บาทต่อเดือน ค่าจอดรถอีกเดือนละ 1200 บาทต่อเดือน พนักงานเองต้องออกค่าโสหุ้ยในการเดินทาง แต่งตัว ฯลฯ ประมาณ 2-3000 บาทต่อเดือน ลองมาดูการประชุมกันบ้าง เราประชุมกันสองครั้งต่อเดือน ครั้งละสามชั่วโมง ค่าจ้างพนักงานนั้นชั่วโมงละร้อย รวมเป็นหกร้อยบาทต่อคนต่อเดือน

บวกไปบวกมา เราจ่่ายไปกว่าเจ็ดพันบาทต่อคน ต่อเดือน เพื่อแก้ปัญหาการสื่อสาร ลองคูณโครงการขนาดสิบคน สามเดือนดู มันกลายเป็นเงิน สองแสนกว่าๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ!!!

เรากำลังต้องการหนทางใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาเดิมๆ

เราต้องการการสื่อสารที่ดีขึ้น....

ผมเองเชื่อว่า Blog คือคำตอบของการสื่อสารยุคต่อไป แทนที่เราจะสร้างแบบฟอร์มเอกสารอันน่าเบื่อ ให้พนังงานเติมไปหลับไป ยุคต่อไปในการทำงานคือความไร้รูปแบบ

ไร้รูปแบบในการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร

แทนที่เราจะคงระเบียบในการออก เอกสารไว้ เราปล่อยให้พนักงาน สื่อถึงสิ่งที่ได้ทำ ปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยภาษาง่ายๆ เล่าตั้งแต่ ส้วมที่ออฟฟิศเต็ม ไปจนถึง Compiler ตัวดีดันมีบั๊ก สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ิองค์กรณ์ยุคเก่าๆ ยอมรับไม่ได้ เพราะเอกสารทั้งหมดจะกระจัดกระจาย ข้อมูลจะไม่สามารถนำมาใช้งานได้

แต่ขอขอบคุณกูเกิล ในยุคนี้เราได้ความคิิดใหม่ Search, dont' Sort

แทนที่จะให้พนักงานมาปวดหัวว่าจะัหาแบบฟอร์มจัดจ้างรถสูบส้วมได้ที่ไหน เราปล่อยให้เอกสารชิ้นหนึ่ง หลุดเข้าไปในระบบของบริษัท ระบบ AI จะมองเข้าไปที่ Blog ของพนักงานคนหนึ่งที่มีหัวข้อว่า "เห้ย ส้วมเต็ม" แล้ว Alert ไปยังคนที่น่าจะเกี่ยวข้องทันที



บทความนี้มีสามส่วน
-Communication
-Work@Home
-3-Tier Organization

04 May 2005

Document Workflow

เค้าพูดถึงการเอา IT มาใช้ในองค์กรกันใหญ่ ในวิชา IT ยิ่งชัด

ถ้าเปิดบริษัทใหม่ มันก็สมควรที่เราจะเริ่มต้นด้วย IT Infrastructure เลย โดยเฉพาะ Document Workflow ซื้อ Notes ได้ก้ซื้อเลย

ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าบริษัทห้าคนสิบคน การทำ Electronics Workflow จะคล่องตัวสู้กระดาษธรรมดาได้มั้ย มันก็ไม่น่าจะได้ แต่เพื่ออนาคตของบริษัทที่ใหญ่โตขึ้นแล้ว เราควรสร้างวัฒนธรรมในการรับสิ่งใหม่ๆ และระบบที่คล่องตัวตั้งแต่แรกเริ่มมากกว่าอยู่ดี

นอกจาก Document Workflow มันก็ต้องคิดไปถึงระบบ Authentication อีกด้วย การใช้การ์ดรูดหรือแสกนนิ้วมันก็เท่ดี แถมควบคุมง่าย แต่พนักงานจะเสียความรู้สึกอิสระไปหรือเปล่า ยิ่งพวกพนักงานบ้าๆ แบบแฮกเกอร์ที่มันทำตัวไร้สาระ แต่ว่ามีประโยชน์อย่างสูงต่อองค์กร จะรักษาไว้อย่างไร

บริษัทของผม (1)

อยากได้ลูกน้องที่เรื่องเทคนิคมันเก่งๆ เ้พราะเราจะทำบริษัทคอมจริงจัง (แต่ยังไม่รู้จะทำเกี่ยวกับอะไร เป็นพิเศษนะ) ที้นีเพราะว่าเราก็เก่งเหมือนกัน ก็ย่อมเข้าใจว่าคนเก่งมันอยากได้อะไร (เออแม่งชมตัวเองดีว่ะ)

อันดับแรกวัฒนธรรมในการทำงานต้องเข้าใจความติสท์ของแฮกเกอร์ แบบว่ามันจะโผล่มาบ่ายสามก็ช่างมันขอให้งานเสร็จ แต่จะไปหลุดขนาดไม่ต้องมาเลยมันก็ไม่ได้ เพราะว่าเราเองก็อยากทำบริษัทที่ออฟฟิศหรูๆ ไม่บ้านๆ ดูโปรเฟสชันแนลด้วย ดังนั้นต้องหาความลงตัวระหว่างโปรแกรมเมอร์กับผู้จัดการที่เหมาะสม ซึ่งมันยากมาก หัวข้อนี้เก็บไว้ก่อนเดี๋ยวลืม หลังๆ ค่อยมาหากันว่าจุดบาลานซ์อยู่ตรงไหน

อันดับสอง ออฟฟิศต้องสวยหรู คือตอนไป IBM ก็แบบว่า เฮ้ยทำไมมันทำได้สวยขนาดนี้วะ น่าไปนั่งจัง การที่ออฟฟิศหรูมันเป็นการดึงดูดลูกค้าที่มา หรือบริษัทร่วมสัญญา รวมไปถึงลูกน้องด้วย ดังนั้นถ้าทำจริงอย่าไปเสียดายงบประมาณ เลือกทำเลใจกลางเมือง (ไม่ต้องขนาดสีลมสาธรก็ได้ แต่ก็อย่าบ้านนอกเกิน) จ้างอินทีเรียร์ดีไซน์ให้เต็มที่ นอกจากหรูแล้วไอ้โซนโปรแกรมเมอร์มันนอนๆ ต้องทำให้อบอุ่น สิงสถิตย์ได้ยามค่ำคืน มีห้องน้ำ น้ำเย็น การ์ตูน (กูจะสมัครสมาชิกบูมแม่งเลย) เกม (ตอนนั้นมีเงินแล้ว PS3, Xbox 2 อะไรพวกนี้ซื้อมาให้หมด) ไม่ต้องห่วงว่ามันจะเล่น เพราะเราก็เล่น policy เรื่องความสนุกเป็นอะไรที่ต้องส่งเสริม เพราะว่าความสร้างสรรค์เป็นลูกของความสนุก (ดูอย่าง Pixar หรือ Google ที่มันเล่นบอร์ดในที่ทำงาน หรือวาดกำแพง)

อันดับสาม ภาพลักษณ์ของบริษัทต้องดีมาก ตรงนี้ล่ะอันยาก เป็นเรื่องของ brand building ทำไมเราอยากทำกับ Apple, Google, MS หรือถ้าเอาง่ายๆ ทำไม IBM, Sun ถึงฟังดูดีกว่าบริษัท Software House ทั่วไป ก็เป็นเพราะแบรนด์มันติดหูน่ะสิ การนี้ต้องไขว่คว้าความสำเร็จจากสื่อ ทำตัวให้เป็นบริษัทใหม่ที่เท่ และประสบความสำเร็จ ประการสำคัญคือต้องมีคนที่เป็นฮีโร่เด่นขึ้นมา แบบว่าบริษัทนี้==ตัวกู (เหมือน jobs, gates) ที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน (เหมือนกับมูรินโย่) ให้ผู้คนจดจำได้ ต้อง Expert ไปในทางที่สำคัญๆ ชนิดที่ว่าออกทีวีเรื่องนี้ต้องเรียกได้นี่ไป (เหมือนอ.ภุชงกับกริด) ไอ้คนนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเราเองก็ได้ แต่จะหาคนแบบนั้นเจอได้ง่ายๆ งั้นเหรอ มันคงยากเหมือนกัน

บล็อกสำหรับคนคิดการใหญ่

จะเอาไว้จดไอเดียทำบริษัทในอนาคต เดี๋ยวลืม ใครอยากเขียนก็ติดต่อมานะ กูรับหมด