- Consumer Staples คือ สินค้าปลีกที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร, ยา, สินค้าใช้สอยในบ้าน ตัวอย่างบริษัทในหมวดนี้ได้แก่ P&G, Colgate-PalmOlive, Coca-Cola, PepsiCo
- Consumer Discretionary ก็กลับกัน คือสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ เช่น รถยนต์, เสื้อผ้าแฟชั่น, ภัตตาคาร, โรงแรม ตัวอย่างบริษัทในหมวดนี้ เช่น StarBucks, Nike, Amazon
01 May 2009
Consumer Staples/Discretionary
มีเรื่องต้องไปยุ่งกับวิธีแบ่ง sector ของอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นสหรัฐ เจอกับคำว่า Consumer Staples และ Consumer Discretionary ถึงกับงง เลยต้องหาข้อมูลเพิ่ม
Labels:
it industry,
stock market
Exclusive Deal: iPhone - AT&T case
ข่าวจาก Business Week: AT&T's iPhone Dilemma มีตัวเลขที่น่าสนใจสำหรับกรณี exclusive deal ระหว่าง AT&T กับ Apple ในการเป็นผู้จัดจำหน่าย iPhone แต่เพียงผู้เดียวในอเมริกา
back story คร่าวๆ คือ AT&T เซ็นสัญญากับแอปเปิลว่า จะได้เป็นผู้จัดจำหน่าย iPhone แต่ผู้เดียวในอเมริกา แลกกับสิทธิต่างๆ มากมายที่แอปเปิลจะได้รับ เช่น ได้ส่วนแบ่งค่ารายเดือนจากลูกค้า iPhone, ได้สิทธิ์สั่งวิศวกรของ AT&T ได้ว่าเอาอะไรลงเครื่องได้บ้าง (ลองคิดถึงมือถือไทยที่มีบริการพ่วงของ AIS/True มากับเครื่องเปรียบเทียบ AT&T ไม่มีสิทธิ์นั้น), วิธีการทำตลาด (เช่น ห้ามทำการตลาดเอง แอปเปิลคิดให้หมด) และอื่นๆ อีกมากมาย
ในช่วงแรกมีคำถามว่า AT&T จะคุ้มหรือไม่กับดีลนี้
จากตัวเลขของ Business Week บอกว่า
สรุปว่าดีลนี้ AT&T ก็คิดถูกไม่น้อย ในแง่ธุรกิจต้องบอกว่า AT&T อ่านเกมขาด ยอมจ่ายเงินแพง ซื้อของดีพิเศษ
ที่เหลือในบทความเป็นเรื่องว่า AT&T จะรักษา exclusive deal นี้ต่อไปได้อย่างไร และแอปเปิลมีท่าทางจะไปทางนี้ด้วยไหม
back story คร่าวๆ คือ AT&T เซ็นสัญญากับแอปเปิลว่า จะได้เป็นผู้จัดจำหน่าย iPhone แต่ผู้เดียวในอเมริกา แลกกับสิทธิต่างๆ มากมายที่แอปเปิลจะได้รับ เช่น ได้ส่วนแบ่งค่ารายเดือนจากลูกค้า iPhone, ได้สิทธิ์สั่งวิศวกรของ AT&T ได้ว่าเอาอะไรลงเครื่องได้บ้าง (ลองคิดถึงมือถือไทยที่มีบริการพ่วงของ AIS/True มากับเครื่องเปรียบเทียบ AT&T ไม่มีสิทธิ์นั้น), วิธีการทำตลาด (เช่น ห้ามทำการตลาดเอง แอปเปิลคิดให้หมด) และอื่นๆ อีกมากมาย
ในช่วงแรกมีคำถามว่า AT&T จะคุ้มหรือไม่กับดีลนี้
จากตัวเลขของ Business Week บอกว่า
- นับจากมิ.ย. 2007 ที่ iPhone รุ่นแรกวางขาย AT&T ได้ลูกค้าใหม่ 7 ล้านราย - 40% จากจำนวนนี้ ย้ายมาจากค่ายคู่แข่ง
- ในไตรมาสล่าสุด (Q1 09) 70% ของลูกค้าใหม่ AT&T สมัครใช้บริการเพื่อจะเอา iPhone (AT&T มีเครื่องยี่ห้ออื่นๆ ในระดับเดียวกันให้เลือกหลายตัว เช่น BlackBerry/Nokia E71x)
- ลูกค้า iPhone นั้นเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ค่ารายเดือนเฉลี่ยจ่ายกันประมาณ $85 (เท่าตัวของลูกค้าทั่วไป)
It's the only one that has made people say, 'I'm willing to change networks for that,'"นอกจากเรื่องรายได้ตรงๆ แล้ว ยังมีประเด็นเรื่องการทำตลาด-ประชาสัมพันธ์ ที่ AT&T ขี่กระแส iPhone hype และประเด็นว่า ลูกค้า iPhone นั้นไม่ได้มาเฉพาะตอนใช้ iPhone แต่ว่าในอนาคต ส่วนใหญ่ก็อาจจะเป็นลูกค้าของ AT&T ต่อไปด้วย (แม้ว่าจะหันไปใช้มือถือรุ่นใหม่ของค่ายอื่นก็ตาม แต่ยังอยู่ในเครือข่าย AT&T อยู่ดี)
สรุปว่าดีลนี้ AT&T ก็คิดถูกไม่น้อย ในแง่ธุรกิจต้องบอกว่า AT&T อ่านเกมขาด ยอมจ่ายเงินแพง ซื้อของดีพิเศษ
ที่เหลือในบทความเป็นเรื่องว่า AT&T จะรักษา exclusive deal นี้ต่อไปได้อย่างไร และแอปเปิลมีท่าทางจะไปทางนี้ด้วยไหม
18 March 2009
Competitive Advantage
การบริการอย่างมีคุณภาพ แต่ไม่มี mystic value ก็ราคาหนึ่ง ใครที่ดันเรียนเศรษฐศาสตร์มาให้เลิกซะ... competitiveness is bullshit, comparative advantage is a real shit (ความสามารถในการแข่งขันเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เรื่องความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ เป็นเรื่องจริง) comparative advantage ในลักษณะนี้ก็คือสิ่งซึ่งอีกคนหนึ่ง (คู่แข่งของตน) ใช้กระบวนการบริหารจัดการ (management) เข้ามาจัดการไม่ได้ แต่ competitiveness (ความสามารถในการแข่งขัน) ใช้กระบวนการบริหารจัดการเข้ามาจัดการได้
ยกตัวอย่างเช่น mystic value ไม่สามารถใช้กระบวนการบริหารจัดการเข้ามาจัดการได้ แต่คุณสามารถจัดการให้ comparative advantage มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นหรือมีมูลค่าที่ยั่งยืนได้โดยกระบวนการบริหารจัดการ ฉะนั้นสังคมไทยในอนาคต ต้องตีให้แตกว่าอะไรคือ comparative advantage ซึ่งเป็น virtual asset value ของ สังคมนี้ (มูลค่าของสินทรัพย์ที่อาจไม่ใช่มูลค่าที่เห็นได้จากการประเมินโดยตรง เช่น สินทรัพย์ทางความคิด) โดยที่อย่าโกหกตัวเองว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้คือ value
วิธี ไม่โกหกตัวเองก็คือการให้คนอื่นเขามองตัวเรา ว่าอะไรคือคุณค่า คุณจะมีปรัชญาว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง ก็เป็นเรื่องความสุขส่วนตัวของคุณ แต่ในแง่ของการจัดการทางเศรษฐกิจ ทำอย่างไรที่จะให้โอกาสแก่คนยากจน เพราะในที่สุดคนจนก็เป็นผู้เสียภาษีให้รัฐ
ประชาไท: สัมภาษณ์พิเศษ ‘พันศักดิ์ วิญญรัตน์’ : คุณทักษิณไปแล้ว What do you do next?
Labels:
competition,
competitive advantage,
pansak
02 March 2009
Lesson Learned: 4 Don'ts
โดนมากับตัวสดๆ จำให้ขึ้นใจนะจ๊ะ
- อย่ารับงานที่ไม่มีเอกสาร requirement
- อย่าเริ่มลงมือทำงานก่อนตกลงเรื่องเงิน
- อย่ารับงานเพราะความเกรงใจ
- อย่าเชื่อใจ project manager
25 February 2009
Entrepreneur's Confession
จากประสบการณ์ยาว 2 เดือน พบว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นยากมาก ยากกว่าเป็นพนักงานกินเงินเดือนหลายเท่า ต้องแบกรับความคาดหวังจากทั้ง: หุ้นส่วน ลูกน้อง ลูกพี่ (นักลงทุน) ลูกค้า ตัวเลขทางการเงิน
แต่ก็ได้เทคนิคมาหลายข้อ จดไว้เผื่อมีคนสนใจดำเนินรอยตาม
แต่ก็ได้เทคนิคมาหลายข้อ จดไว้เผื่อมีคนสนใจดำเนินรอยตาม
- งานเอกสาร (ภาษี บัญชี เงินเดือน) เป็นเรื่องยุ่งยาก มาก มากมาก ซับซ้อน (ขนาดว่ามีบริษัทรับจ้างทำเอกสารอยู่เต็มไปหมด) สุดท้ายแล้วทางเลือกมีแค่ 2 แบบ คือ จ้างคนมาทำงานเอกสารโดยเฉพาะ กับ นำระบบไอทีเข้ามาช่วยลดโหลด (ทำผสมกันได้)
- output ของงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่เกี่ยวกับใครมีประสบการณ์เยอะน้อย พูดเท่ไม่เท่ น่าเชื่อถือหรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างวัดกันที่ output
- ต่อเนื่องจาก output สิ่งสำคัญที่สุดของที่สุดคือ cash flow ทำยังไงก็ได้ให้มีรายได้การันตีเข้ามาตลอด อันนี้ขึ้นกับฝีมือในการขาย (งาน sale) และวิธีการเขียนสัญญา หรือออกแบบงานให้มีลักษณะเป็น recurring income (เช่น มีค่า maintenance fee)
- ธุรกิจในเมืองไทย connection (หมายถึงในทางสะอาด) สำคัญกว่าฝีมือ และ connection management เป็นศาสตร์ที่ซับซ้อน น่าจะถึงขนาดต้องมีโปรแกรมคอยช่วยจัดการได้เลย
- virtual office เป็นจริงได้ ถ้าคนในทีมนั้น internet-enabled อย่างเต็มที่ ซึ่งในความจริงมันไม่เป็นแบบนั้น ต้องมี hanging out space สำหรับพบหน้า เพื่ออัพเดตผลงาน และ brainstorming และควรเซ็ตให้เป็นวัฒนธรรม
- สุดท้ายแล้วพนักงาน 1 คน ควรจะต้องโฟกัสเฉพาะ task ไม่กี่ชนิด ต้องแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน ถ้ามากกว่านั้นมันจะ distract และสุดท้ายจะไม่ได้อะไร total football เหมาะสำหรับองค์กรที่อยู่ตัวพอสมควรแล้ว ส่วน startup ต้องการกองหน้าที่ยิงประตูได้อย่างเดียวก็พอ วิ่งไม่เป็นก็ยังได้
Labels:
entrepreneur,
startup,
tips
18 February 2009
Knowledge Management for Practitioner
กำลังอ่านหนังสือ "การจัดการความรู้ ฉบับนักปฏิบัติ" โดย ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอัน
หน้า 4
หน้า 4
การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมที่คนจำนวนหนึ่งทำร่วมกัน ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำโดยคนคนเดียวหน้า 6
เนื่องจากชื่อว่า "การจัดการความรู้" จึงมีคนเข้าใจผิด เริ่มดำเนินการโดยรี่เข้าไปที่ความรู้ คือเริ่มที่ความรู้ นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยมาก การจัดการความรู้ที่ถูกต้องจะต้องเริ่มที่งาน หรือเป้าหมายของงาน
อะไรไม่ใช่การจัดการความรู้ผมก็มีไอเดียต่อเรื่อง KM ของตัวเอง แต่จากการไปสัมภาษณ์ ดร. วิจารณ์ พบว่าท่านเปิดกว้างมาก และยินดีสนทนาแลกเปลี่ยนกับมุมมอง KM แนวทางอื่นๆ นี่ก็เป็นหลักการสำคัญอันหนึ่งของการทำ KM ด้วย
การจัดการความรู้ไม่ใช่สิ่งต่อไปนี้
- ไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง
- ไม่ใช่สูตรสำเร็จเพื่อการบรรลุผลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
- ไม่ใช่วิธีการที่เป็นสูตรสำเร็จตายตัว
- ไม่ใช่การนำความรู้มาจัดระบบ หรือเรียกว่านำมาทำ packaging เพื่อให้เหมาะต่อผู้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
- ไม่ใช่การดำเนินการ "ถอดความรู้" จากกิจกรรมการพัฒนาชุมชน หรือพัฒนาชนบท
- ไม่ใช่กิจกรรมรวบรวมความรู้ แล้วนำไปใส่ในคอมพิวเตอร์ หรือใส่ในเว็บไซต์ เพื่อบริการผู้อื่น
Labels:
book,
Knowledge Management
16 February 2009
Startup Lifecycle
โดย สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล จาก BrandAge เล่ม กพ. 2006 (ปกปาท่องโก๋)
50% ของธุรกิจใหม่ขนาดเล็กและกลาง จะล้มเหลวภายใน 6 ปีแรก
ควาามผิดพลาดและล้มเหลว 5 ประการ
50% ของธุรกิจใหม่ขนาดเล็กและกลาง จะล้มเหลวภายใน 6 ปีแรก
ควาามผิดพลาดและล้มเหลว 5 ประการ
- คาดการณ์ความต้องการของลูกค้าผิด เช่น demand, สินค้าแพงไป ซับซ้อนเกินไป
- ความล้มเหลวจากเทคโนโลยี เช่น สินค้าทำงานได้ไม่ตามที่ลูกค้าคาดหวัง หรือแข่งขันไม่ได้ ตัวอย่าง Iridium, PCT
- ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิต/ดำเนินการต่ำไป ทำให้ต้นทุนแพงขึ้น
- การเสียเปรียบในการแข่งขัน เกิดจากกลยุทธ์ด้านการตลาด
- ข้อบังคับกฎหมายเปลี่ยนไป ทำให้สินค้าเดิมไม่สามารถวางขายได้
- ช่วงลองผิดลองถูก (experimental stage) ต้องการผู้บริหารแบบเจ้าของกิจการ (เถ้าแก่ entreprenuer) ต้องกล้าเสี่ยงและมี core competency ในธุรกิจ
- ช่วงขยายกิจการ (growth stage) ต้องการผู้บริหารมือมีความสามารถ ที่รู้ว่าจะรุกเมื่อไร จะถอยเมื่อไร กลุ่มลูกค้าจะกว้างขึ้น มีความต้องการการบริหารทางการเงินเพิ่มเข้ามา
- ช่วงจัดการบริหารธุรกิจให้เป็นมาตรฐาน (consolidation stage) ต้องการผู้บริหารมืออาชีพ ที่วางแผนในระยะยาว ธุรกิจจะไม่ใช่ธุรกิจเดียวโดดๆ แต่มักเป็นกลุ่มธุรกิจ
- ผลิตสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง founder ต้องมี core competency
- มีผู้บริหารที่รับผิดชอบต่อการดำเนินการ ถ้าไม่มีผู้รับผิดชอบตรงมักล้มเหลว
- ผู้บริหารและเจ้าของต้องเปิดกว้าง กล้าลองรับสิ่งใหม่
- มีแผนธุรกิจ และการศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุน (feasibility study)
10 February 2009
Business Essential
สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำงาน คือผลลัพธ์
ดังนั้นหลักการทำงานที่ดี เราจะต้องออกแบบ "วิธี" การทำงานให้นายจ้าง-หัวหน้าของเรา เห็นผลลัพธ์ออกมาเป็นระยะๆ (progression) ไม่ใช่ไปซุ่มทำๆ แล้วค่อยปล่อยมาสุดท้ายตูมเดียว เพราะนายจ้างจะมองว่าเป็น risk และ out-of-control
สิ่งที่สำคัญที่สุดของธุรกิจ คือ ได้เงิน
ดังนั้นหลักการทำธุรกิจที่ดี คือต้องเก็บเงินให้ได้ การเก็บเงินเป็นเรื่องล้ำลึก เพราะมันจะมีส่วนที่คาบเกี่ยวกับมโนธรรมในจิตใจและภาพลักษณ์ภายนอก ("เราหน้าเลือดไปหรือเปล่า" "ไอ้พวกเห็นแก่เงิน") ดังนั้นจึงต้องมีกรรมวิธีหลายอย่างที่ช่วยให้การเก็บเงินนั้นเป็นไปด้วยความยินยอมพร้อมใจ จ่ายเงินกันอย่างมีความสุข เช่น กระบวนการจัดจ้าง (เรารับเงินจากฝ่ายจัดซื้อ ไม่ใช่คนที่ดีลงานด้วย), การตกลงขอบเขตในสัญญา (เพื่อป้องกันการยอมทำฟรีแล้วจะเคืองกัน), การคิดค่า maintenance แทนที่จะเป็นเงินก้อนใหญ่เดียว ฯลฯ
ดังนั้น คำถามที่สำคัญมากของการทำธุรกิจก็คือ ทำอย่างไรจึงจะเก็บเงินได้อย่างแฮปปี้?
ยังไม่ค่อยเก่งทั้งสองเรื่องเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการเก็บเงิน แต่จดไว้ก่อน
ดังนั้นหลักการทำงานที่ดี เราจะต้องออกแบบ "วิธี" การทำงานให้นายจ้าง-หัวหน้าของเรา เห็นผลลัพธ์ออกมาเป็นระยะๆ (progression) ไม่ใช่ไปซุ่มทำๆ แล้วค่อยปล่อยมาสุดท้ายตูมเดียว เพราะนายจ้างจะมองว่าเป็น risk และ out-of-control
สิ่งที่สำคัญที่สุดของธุรกิจ คือ ได้เงิน
ดังนั้นหลักการทำธุรกิจที่ดี คือต้องเก็บเงินให้ได้ การเก็บเงินเป็นเรื่องล้ำลึก เพราะมันจะมีส่วนที่คาบเกี่ยวกับมโนธรรมในจิตใจและภาพลักษณ์ภายนอก ("เราหน้าเลือดไปหรือเปล่า" "ไอ้พวกเห็นแก่เงิน") ดังนั้นจึงต้องมีกรรมวิธีหลายอย่างที่ช่วยให้การเก็บเงินนั้นเป็นไปด้วยความยินยอมพร้อมใจ จ่ายเงินกันอย่างมีความสุข เช่น กระบวนการจัดจ้าง (เรารับเงินจากฝ่ายจัดซื้อ ไม่ใช่คนที่ดีลงานด้วย), การตกลงขอบเขตในสัญญา (เพื่อป้องกันการยอมทำฟรีแล้วจะเคืองกัน), การคิดค่า maintenance แทนที่จะเป็นเงินก้อนใหญ่เดียว ฯลฯ
ดังนั้น คำถามที่สำคัญมากของการทำธุรกิจก็คือ ทำอย่างไรจึงจะเก็บเงินได้อย่างแฮปปี้?
ยังไม่ค่อยเก่งทั้งสองเรื่องเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการเก็บเงิน แต่จดไว้ก่อน
Subscribe to:
Posts (Atom)